MB’s Special
แบมแบมลังเลอยู่นานว่าเขาควรจะส่งข้อความไปคุยดีไหม
เขานั่งจ้องมือถือจนไม่มีสมาธิกับเอกสารตรงหน้า
แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่ามาร์คเปิดโอกาสขนาดนี้แล้ว เขายังจะต้องลังเลอะไรอีก
เดินหน้าลุยไปเลยให้เต็มที่ ถ้ามันจะผิดหวังก็ดีกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย
เขาส่งข้อความไปถามมาร์คแล้วว่าจะกลับกรุงเทพฯ
เมื่อไหร่ ระหว่างที่รอคำตอบที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะว่างตอบเมื่อไหร่
แบมแบมเลยหาอะไรทำฆ่าเวลาเพื่อลดอาการฟุ้งซ่านของตน
พาตัวเองออกจากห้องทำงานมาหยุดอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าจนได้
เขาคิดว่า
ถ้ามาร์คตอบข้อความกลับมาแล้ว เขาควรจะคุยอะไรต่อดี
ควรจะชวนมาร์คไปกินข้าวสักครั้งจะดีไหม
แต่พอเริ่มคิดถึงร้านอาหารที่อยากจะชวนมาร์คไป ก็เลือกไม่ได้สักร้าน
สุดท้ายจบลงโดยการที่เขาเข้าครัวทำอาหารด้ยตัวเองน่ะดีที่สุด
แบมแบมไม่ได้เข้าครัวมานานมากแล้ว
ตั้งแต่พ่อยองแจรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินของเขา เขาเลยแทบจะไม่เข้าครัวอีกเลย
แต่ครั้งนี้กลับมายืนอยู่ร้านหนังสือเพื่อหาสูตรทำขนมเพิ่มและซื้อของกลับไปเสียอย่างนั้น
“ใช่ คุณแบมแบมหรือเปล่าครับ? ” ปีเตอร์สะกิดให้มาร์คมองเข้าไปในร้านหนังสือที่แบมแบมยืนเลือกหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ
“อืม” มาร์คเพิ่งนึกได้ถึงแจ้งเตือนที่ปรากฏอยู่บนจอเมื่อไม่นานมานี้
แต่ในตอนนั้นเขากำลังคุยงานกับลูกค้าอยู่เลยไม่ได้ตอบกลับไป
และเขาก็ลืมไปแล้วด้วยว่าอีกฝ่ายส่งข้อความมา
เพิ่งมานึกได้ก็ตอนเห็นแบมแบมถึงได้หยิบโทรศัพท์ออกมาดู
ข้อความชวนกินข้าว
ทำให้มาร์คมองไปยังหนังสือที่แบมแบมกำลังเปิดอ่านอยู่ก่อนจะเดินนำคนสนิทจากไป
ก็พอดีกับแบมแบมปิดหนังสือและวางลงใส่ในตะกร้า คลาดกันเพียงไม่กี่วินาที
แบมแบมถึงได้ไม่รู้ว่าคนที่เขาชวนกินข้าวเพิ่งเดินหายไปได้ไม่นาน
“ปีเตอร์ วันพรุ่งนี้ฉันมีนัดกับใครหรือเปล่า”
“ไม่มีนะครับ”
มาร์คก้มหน้าพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้นๆ
และเก็บมือถือลงกระเป๋าตามเดิม ก่อนจะพักสายตาจนถึงบ้าน
ต่างจากแบมแบมที่เห็นข้อความดังพร้อมกับเสียงเตาอบขนมที่ดังขึ้นพอดี
ข้อความบนจอมือถือทำให้ขนมที่ทำถูกจัดใส่กล่องอย่างประณีต
แบมแบมไม่ลืมจะแบ่งไปให้สองพ่อลูกได้ชิมและออกความเห็น
เมื่อได้รับความมั่นใจกลับมา เขาถึงได้กล้าตอบข้อความกลับไปหามาร์ค
เช้าวันเสาร์ดูเหมือนเช้าวันนี้คุณหนูของบ้านจะตื่นมาแล้วสดใสเป็นพิเศษ
หลังอาหารเช้า แบมแบมก็เข้าครัว ตั้งใจทำอาหารทุกอย่างด้วยตนเองจนเสร็จ
ถึงได้ขึ้นไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อรอเวลานัดกับใครอีกคน
รอยยิ้มเพียงบางๆ
ในวันนี้ก็ทำให้ผู้ร่วมอาศัยยิ้มกันแก้มแทบแตก
แบมแบมในวันนี้ดูเหมือนกับเด็กที่พวกเคยเจอเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
หลังจากที่รอยยิ้มนี้หายไปตลอด 5 ปีเต็ม วันนี้พวกเขาก็ได้เห็นอีกครั้งแล้ว
แบมแบมรอคอยเวลานัดที่ใกล้จะเข้ามาถึงด้วยความตื่นเต้น
ตากลมเหลือบมองนาฬิกาอยู่บ่อยๆ แต่ผ่านไปเกือบชั่วโมง คนที่เขาเฝ้ารอก็ยังไม่มา
แบมแบมเองก็ไม่กล้าส่งข้อความไปถาม เพราะถึงแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด
แต่จากที่เคยไปอยู่ด้วยเมื่อห้าปีก่อน เวลาว่างของมาร์คและออสตินมีน้อยมากจริงๆ
ชั่วโมงแรกผ่านไปด้วยความเข้าใจ
ชั่วโมงที่สองผ่านไปด้วยความกังวล
กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมาร์คหรือเปล่า แต่ก็ไร้วี่แววว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมา
ชั่วโมงที่สาม
แบมแบมจำต้องเดินไปที่โต๊ะอาหารและนั่งกินข้าวเงียบๆ
ก่อนจะกลับขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองพร้อมกับกล่องขนม
ไร้ซึ่งการตอบรับจากปลายสาย
แบมแบมไม่กล้าโทรเป็นครั้งที่สอง เพราะมันสร้างความรำคาญให้อีกฝ่ายมากจนเกินไป
อารมณ์ในช่วงบ่ายของแบมแบมแตกต่างจากตอนเช้าราวกับท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสเข้าหน้ามรสุม
แบมแบมหลับไปตลอดทั้งบ่าย
ตื่นมาอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดสนิทและมาพร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาเบาๆ
แบละเอียดแบมลุกขึ้นเปิดไฟและปิดม่านภายในห้อง
เสียงเคาะประตูห้องทำให้แบมแบมที่จะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนทิศทาง
“คุณแบมแบมครับ มีแขกมาขอพบครับ”
“ใครเหรอครับ?” แบมแบมจำได้ว่าตนไม่ได้นัดใครไว้เลยในช่วงเย็น
“ผมว่าคุณแบมลงไปดูเองดีกว่าครับ” คุณลุงยังคงส่งยิ้มใจดีมาให้
แบมแบมทำเพียงพยักหน้าและจัดการตัวเองเสียใหม่ก่อนจะตามลงไป
แผ่นหลังกว้างๆ
ที่เห็นตอนที่เดินมาถึงห้องรับแขก ทำให้แบมแบมถึงกับชะงัก
เขาไม่กล้าแน่ใจเลยว่าเจ้าของแผ่นหลังนี้จะใช่คนเดียวกันกับที่เขารอมาตลอดทั้งบ่ายหรือไม่
เพราะเมื่อหลายชั่วโมงก่อน เขาเคยคาดหวังกับการจะได้พบกับมาร์คมาแล้ว
และดูเหมือนคนที่นั่งอยู่ที่โซฟาจะรู้ถึงการมาของเจ้าของบ้าน
ถึงได้หันมาสบตากับคนที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องรับแขก
“ขอโทษที่ทำให้รอนานนะครับคุณมาร์ค”
“ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายพูดคำนั้น ขอโทษนะครับ” ถึงแม้จะไม่ได้รับรอยยิ้มใจดีหรือแววตาที่อ่อนโยนลง
แต่แบมแบมรับรู้ได้ว่ามาร์คเองก็รู้สึกผิดที่ผิดนัดเขาเหมือนกัน
“ไม่เป็นไรครับ”
“ผมขอชดเชยเป็นมื้อค่ำแทนได้ไหมครับ”
“ได้ครับ”
“แล้วก็เสาร์หน้าแบมว่างหรือเปล่า? ”
“น่าจะว่างช่วงบ่ายครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ผมนัดแบมไปกินข้าวได้ใช่ไหมครับ” มันคงจะดีที่นัดครั้งต่อไป
มาร์คอยากจะไปเพราะมื้อแรกของเราเป็นมื้อที่ดี ไม่ใช่เพื่อชดเชยที่มาร์คผิดนัด
แต่เอาเถอะ
ครั้งนี้มาร์คคงไม่ได้ตั้งใจจะผิดนัดเขาหรอก
“เดี๋ยวแบมขอไปดูในครัวก่อนนะครับ คุณมาร์ครอที่นี่สักครู่” แบมแบมไม่ได้รับปากในทีเดียว
เพราะเขาอยากให้มาร์คยืนยันอีกทีว่าวันที่มาร์คจะนัด มาร์คเองก็ว่างจริงๆ
แบมแบมไม่ได้ตั้งใจจะหลบหน้ามาร์ค
แต่เขากำลังปรับอารมณ์ของตัวเองอยู่หลังจากเห็นข้อความและสายที่ไม่ได้รับจากมาร์ค
ความขุ่นเคืองในใจก็พลันหายไปเพียงเพราะการที่มาร์คผิดนัด
มาร์คเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ
มาร์คเห็นอีกคนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดีกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกของวันก็พอรู้ว่าอารมณ์ของเจ้าบ้านดีขึ้นมากแล้ว
แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้จะชวนอีกฝ่ายคุยอะไร เลยได้แต่เงียบ
แบมแบมเองก็ไม่รู้จะชวนคุยอะไร
แต่พอมองตามสายตาของมาร์คไป ก็เห็นรูปถ่ายที่ติดอยู่ แบมแบมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้อย่างไรดี
จะบอกว่าไม่คาดหวังให้มาร์คจำได้ก็คงจะโกหกเกินไป
แต่จะให้เขาคาดหวังเกินกว่าครึ่งก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน
ที่เขาเลือกนัดมาร์คมาที่บ้าน
ไม่ใช่เพราะอยากจะรื้อฟื้นความทรงจำ
แต่เขาอยากจะลองทำอาหารที่มาร์คเคยชอบด้วยตัวเอง
“แบม”
“ครับ? ”
“ช่วยเล่าเรื่องตอนผมอยู่ที่นี่ให้ฟังหน่อยได้ไหม” ที่ให้คนไปสืบมันก็เป็นเพียงข้อมูลที่ไม่ละเอียด
มาร์คเองก็อยากจะรู้ว่าหากเขาเป็นที่ไม่ต้องการของครอบครัวฝั่งพ่อลุงแบมแบมขนาดนั้น
ทำไมเขาถึงได้อยากอยู่ที่นี่มากกว่ากลับไปกับออสตินเสียอีก
“พี่มาร์ค” แบมแบมเบิกตากว้าง
ตกใจกับคำขอร้องของมาร์คที่ถึงแม้อีกฝ่ายจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
แต่แค่นี้ก็ทำให้แบมแบมอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา
มาร์คนั่งฟังเรื่องราวของตนกับคนตรงหน้าในอดีตเงียบๆ
ไม่ได้นึกถึงภาพในตอนนั้นออก แต่ยามที่สังเกตเห็น สีหน้า
น้ำเสียงและแววตาของแบมแบมยามที่เอ่ยถึงมัน
เขารับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีความสุขกับมันจริงๆ
ดูเหมือนความสัมพันธ์ของเราในอดีตมันแนบแน่นเอามากๆ
เขาในตอนนั้นคงเห็นคนตรงหน้าเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต และเขาคงไม่ใช่แค่รู้สึก
แต่ยังแสดงออกมาให้เห็นว่าแบมแบมสำคัญสำหรับเขาจริงๆ
แต่ตอนนี้
เขากลับจำอะไรพวกนั้นไม่ได้เลยสักนิด แต่ความรู้สึกแปลกๆ
ในใจกลับปรากฏขึ้นมาทุกครั้งที่สบตาดวงตาที่ใสกระจ่างปราศจากเล่ห์เหลี่ยมราวกับเป็นภาพวาดที่ทำให้เขาหยุดพักสายตาเอาไว้ได้
“ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะครับ” มาร์คเอ่ยปากขอบคุณคุณลุงที่เดินตามแบมแบมมาส่งเขาจากใจ
อาหารฝีมือคุณลุงอร่อยมากจริงๆ เขาไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่แบมแบมจะบอกว่า แต่ก่อนเขาเองก็ชอบอาหารฝีมือคุณลุงมากจนอยากให้ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่นู่น
“ยินดีครับ เป็นไปได้ก็มาฝากท้องที่บ้านบ่อยๆ นะครับ”
“ถ้าผมว่าง ผมจะมาแน่นอนครับ”
“ขับรถกลับดีๆ นะครับคุณมาร์ค”
“ครับ”
“ถ้าคุณมาร์คถึงบ้านแล้ว รบกวนส่งข้อความมาบอกแบมหน่อยได้ไหมครับ” แบมแบมเอ่ยปากขอร้องอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจ
“ครับ แล้วผมจะทักมานะครับ” แบมแบมได้แต่มองตามรถที่ขับออกไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
รู้สึกดีที่อย่างน้อยวันนี้ เขากับมาร์คก็ได้คุยกันมากขึ้น
แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเขาที่เล่าเรื่องในอดีตให้อีกฝ่ายฟังก็ตาม
ผมถึงบ้านแล้วนะ
แบมแบมอ่านข้อความที่ปรากฏที่หน้าจอและกำลังจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
แต่ไม่คิดว่าอีกคนจะโทรเข้ามา
“ครับคุณมาร์ค”
[แบม]
“ครับ?”
[ที่ผมนัดวันเสาร์…]
แบมแบมกำลังรอประโยคถัดไปของมาร์คด้วยใจจดจ่อ
เขากลัวเหลือเกินว่ามาร์คจะยกเลิกนัด
แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง
เขาจะทำอะไรได้ล่ะจริงมั้ย
[ถ้าคุณไม่สะดวก ผมเข้าใจนะครับ]
“แบมสะดวกครับ แบมแค่อยากให้ทางคุณยืนยันอีกทีว่าเราจะนัดกันวันนั้นจริงๆ ”
แบมแบมไม่ได้ต้องการประชดเรื่องราวในวันนี้
แต่เขาแค่ไม่อยากรอคอยแล้วผิดหวังดังเช่นวันนี้ต่างหาก
[ขอโทษครับที่วันนี้ผิดนัดคุณ]
“ผมเข้าใจเหตุผลที่คุณมาไม่ได้ครับ คุณมาร์คไม่ต้องคิดมากนะครับ”
[ครับ แล้วนัดวันเสาร์ คุณสะดวกตอนกี่โมงครับ]
“ตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไปครับ”
[แบมมีร้านอาหารหรือโรงแรมในใจไหมครับ]
“แบมแล้วแต่คุณเลยครับ”
[ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ตอนบ่ายผมจะไปรับคุณที่บ้าน]
“ครับคุณมาร์ค”
[ดึกแล้ว ผมไม่รบกวนแบมแล้วดีกว่า]
“คุณมาร์คเองก็รีบพักผ่อนนะครับ ฝันดีครับคุณมาร์ค”
[ครับ]
ไม่มีคำหวาน
ไม่มีอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น ไม่มีแววตาที่สะท้อนภาพเขาดังเดิม
แต่สำหรับแบมแบมในตอนนี้ คืนนี้คงเป็นค่ำคืนที่แบมแบมหลับฝันดีที่สุด
My Best Bodyguard
แบมแบมปิดฝาปิ่นโตและหยิบออกมาจากบ้านเหมือนทุกเช้า
แต่ไม่ได้ตรงดิ่งไปทำงานแต่อย่างใด เจ้านายของยองแจแวะมาที่โรงแรมใจกลางเมืองทั้งๆ
ที่อยู่คนละทิศกับบริษัทตัวเอง แต่ก็ยอมฝ่ารถติดมาส่งปิ่นโตแต่เช้า
“ฝากให้พี่มาร์คด้วยนะครับ” ปีเตอร์ลงมารับปิ่นโตทุกเช้าจนกลายมาเป็นหน้าที่อีกอย่างไปแล้ว
“คุณแบมจะไม่ให้ขี้นไปหาคุณมาร์คหน่อยเหรอครับ ไหนๆ ก็มาแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ แบมไม่อยากรบกวนเวลาพี่มาร์ค เดี๋ยวตอนเย็นแบมมารับคืนนะครับ
แบมขอตัวก่อนดีกว่า”
อาหารกลางวันตรงหน้าส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง
มาร์คจำต้องเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมามองถาดอาหารที่ปีเตอร์เอามาวาง
“คุณมาร์คกินข้าวหน่อยเถอะครับ”
“อืม” มาร์ครับคำแล้วก็หันไปสนใจงานตรงหน้าต่อ
มาร์ครู้ว่าตั้งแต่วันนั้นที่นัดกินข้าวกัน
แบมแบมก็คอยมาส่งปิ่นโตให้เขาตลอดแทนการนัดกันที่แสนจะหาเวลาเจอกันได้น้อยนัก
คนตัวเล็กไม่ได้มาตามตื๊อให้ลำบากใจ
แต่สิ่งไหนที่เคยทำก็จะทำอย่างสม่ำเสมอจนมาร์คติดรสมือของอีกฝ่ายไปแบบไม่รู้ตัว
แต่เพราะวันนี้มาร์ครู้สึกได้ว่าตัวเองเหมือนจะมีไข้
ความอยากอาหารเลยลดน้อยลง บวกกับงานด่วนตรงหน้าที่ต้องรีบทำให้เสร็จ
อาหารที่แบมแบมตั้งใจนำมาให้ก็เย็นชืดไปหมดแล้ว มาร์คกินไม่กี่คำก็วางช้อน
แล้วกลับไปทำงานต่อ
วันนี้ดูเหมือนรถจะติดกว่าทุกวัน
แต่แบมแบมก็ยังอารมณ์ดี
แวะซื้อผลไม้และขนมมากมายเต็มสองมือตรงเข้ามาที่โรงแรมของมาร์ค
รออยู่นานปีเตอร์ก็ไม่ลงมาคืนปิ่นโต
แบมแบมตั้งใจจะเอาของฝากไว้ที่ชั้นล่างและกลับไป
แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอกับธีระที่กำลังจะกลับขึ้นไปทำงาน
“คุณแบม”
“สวัสดีครับพี่ธีร์ แบมมารอรับปิ่นโตคืนน่ะครับ แต่โทรไป
พี่ปีเตอร์ไม่รับสาย”
“ไหนๆ ก็มาแล้ว ขึ้นไปข้างบนพร้อมกับผมเถอะครับ
บางทีข้างบนอาจจะยุ่งกันอยู่ อีกอย่างวันนี้ดูเหมือนคุณมาร์คจะไม่ค่อยสบายเลยครับ
แต่ยังทำงานไม่หยุดเลยครับ ผมก็เพิ่งออกไปซื้อยามาให้”
“พี่มาร์คป่วยหนักไหมครับ”
“น่าจะมีไข้น่ะครับ คุณมาร์คทำงานตลอด จะพาไปหาหมอก็ไม่ยอมครับ
คุณแบมลองไปคุยดูหน่อยไหมครับ เผื่อว่าคุณมาร์คจะยอมหยุดพักบ้างสักนิดก็ยังดี”
“ก็ได้ครับ” ปกติแบมแบมจะไม่ขึ้นไปข้างบนเลย
เขามักจะแวะมาส่งข้าว ส่งขนมให้มาร์คผ่านทางคนสนิทมากกว่า
เพราะไม่อยากรบกวนเวลาของมาร์คมากเกินไป อีกอย่างเขารีบมาก็รีบกลับด้วย
แต่วันนี้ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเขารู้ดีว่าคนแบบมาร์คถ้าไม่ล้มหมอนนอนเสื่อจริงๆ
คงไม่หยุดพักงานง่ายๆ
หลังจากเคาะประตูไปไม่นาน
เสียงขานรับข้างในห้องที่ดูผิดปกติจากทุกครั้งที่เจอก็ทำให้แบมแบมรีบเปิดเข้าไปดู
พร้อมกับถาดอาหารในมือ
มาร์คยังคงนั่งตัวตรงทำงานตรงหน้าอย่างตั้งใจ
เป็นภาพที่แปลกใหม่สำหรับแบมแบมนัก เพราะถึงจะเติบโตมาด้วยกัน
แต่มาร์คในมาดนักธุรกิจแบบนี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ
กลิ่นของอาหารไม่ได้ทำให้มาร์คเงยหน้าขึ้นมอง
แต่การเคลื่อนไหวที่แปลกไปภายในห้องต่างหากที่ทำให้มาร์คสนใจ
สองสายตาประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ
ก่อนที่แบมแบมจะเป็นฝ่ายก้มหน้ามองถาดอาหารในมือและเอ่ยทักทายตะกุกตะกักก่อน
“เลิกงานแล้วเหรอครับ?” มาร์คถามอีกคนก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะและหน้าต่างด้านข้าง
“ครับ เห็นพี่ธีร์บอกว่าคุณมาร์คไม่สบาย เป็นยังไงบ้างครับ”
“ยังพอไหวอยู่ครับ แบมเอามื้อเย็นมาให้ผมด้วยเหรอ”
“แบมซื้อแค่ของว่างกับผลไม้มาครับ มื้อเย็นกับยาพี่ธีร์เป็นคนจัดการ
คุณมาร์คกินข้าวก่อนดีไหมครับ จะได้กินยา”
“ผมขอเคลียร์งานตรงนี้อีกสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปจัดการ”
“ถ้าปล่อยให้นานกว่านี้กับข้าวจะเย็นหมดนะครับ
อีกอย่างนี่ก็สองทุ่มแล้วนะครับ” แบมแบมไม่ได้ขอร้องแต่ยังบังคับอีกฝ่ายกลายๆ
ถ้ามาร์คไม่ยอมแตะข้าวเย็น แบมแบมก็คงปักหลักยืนอยู่ตรงนี้
มาร์คได้แต่ระบายยิ้มให้กับท่าทางของอีกคนที่ดูจะดื้อไม่น้อยเลย
เขาเลยจำใจต้องเลื่อนถาดมาตรงหน้า
“คุณมาร์คจะกลับบ้านกี่โมงครับ”
“เคลียร์งานตรงนี้เสร็จ ผมก็กลับแล้วครับ”
“ถ้าอย่างงั้นแบมขออนุญาตรอกลับพร้อมคุณได้ไหมครับ” ก็ไม่รู้ไปเอาความใจกล้ามาจากไหนกัน
ถึงได้กล้าถามออกไปแบบนั้น
แต่พูดออกไปแล้ว
ก็หวังว่ามาร์คคงไม่ใจร้ายไล่เขากลับหรอกมั้ง
“แบมกลัวผมไม่กลับบ้านเหรอครับ”
“ใช่ครับ คุณป่วยอยู่ เรื่องพักผ่อนสำคัญที่สุดนะครับ”
“แล้วถ้าผมทำงานจนไม่กลับล่ะครับ คุณจะอยู่รอผมเหรอ? ”
“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร แบมนอนบนโซฟาก็ได้ครับ”
“ผมคงไม่ทรมานคุณขนาดนั้นหรอกครับ” มาร์คส่งยิ้มให้อีกคนที่เตรียมเก็บถาดอาหารออกไป
“เดี๋ยวแบมกลับมานะครับ คุณมาร์คอยากได้อะไรเพิ่มมั้ยครับ”
“ผมอยากได้กาแฟครับ”แบมแบมพยักหน้าให้
ก่อนจะหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมถาดเครื่องดื่มของว่างชุดใหม่ และกระเป๋าโน้ตบุ๊ก
“แบมเห็นว่ามันดึกแล้ว และคุณก็ป่วย
แบมเลยเปลี่ยนจากกาแฟร้อนเป็นน้ำผึ้งมะนาวมาให้”
“ขอบคุณครับ คุณซื้อผลไม้มาด้วยเหรอ”
“ครับ แบมคิดว่าคุณอาจจะทำงานดึกแทบทุกวัน
เลยซื้อของมาให้ติดตู้เย็นคุณบ้าง”
“คุณซื้อมาให้ทุกวันจนผมแทบจะไม่ต้องสั่งอะไรข้างล่างขึ้นมากินอยู่แล้วนะครับ”
“ก็แบมเห็นอะไรน่ากินก็ซื้อติดมือมาตลอดเลยนี่ครับ”
“ขอบคุณนะครับ”
“คุณมาร์คไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมเต็มใจทำให้ มันไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับแบม”
“คุณไม่เหนื่อยเหรอครับ” มาร์คไม่ได้หมายถึงการขับรถไปกลับเพื่อมาส่งอาหารให้เขาอย่างเดียว
แต่เขาหมายถึงความรู้สึกที่เขาเห็นแบมแบมคล้ายกับคนแปลกหน้า
แต่แบมแบมจำได้แทบทุกอย่าง
“ไม่ครับ ถ้าเทียบกับไม่เห็นคุณตลอดไป ไม่เหนื่อยหรอกครับ” ทั้งแววตาและน้ำเสียงสอดคล้องกับประโยคที่พูดออกมา มาร์คไม่เห็นถึงความเสียใจหรือความคาดหวังแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว
คล้ายกับแบมแบมยอมรับและเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่
“แต่ถ้าวันไหนคุณเหนื่อย ผมจะไม่โกรธคุณเลย
ถ้าคุณเลือกที่จะไปเริ่มต้นใหม่กับใคร”
“ถ้าแบมคิดจะไป แบมไม่รอมาห้าปีหรอกครับ คุณมาร์คไม่ต้องห่วงนะครับ ตามที่เราตกลงกันไว้
ถ้ามันไปรอดจริงๆ แบมยอมรับในการตัดสินใจของคุณ”
“ครับ” มาร์คไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
เขาไม่ใช่คนชวนคุยเก่ง ต่างคนเลยต่างทำงานของตัวเองจนมาร์คเริ่มวางปากกาในมือลง
เงยหน้ามาอีกที แบมแบมก็หลับไปแล้ว ทั้งๆ ที่มีโน้ตบุ๊กอยู่บนตัก
มาร์คเดินเข้าไปหา
เขานั่งลงข้างๆ โซฟาจ้องมองใบหน้าที่ยังเห็นร่องรอยจากการเหนื่อยล้าให้เห็นจางๆ
มือเรียวยกโน้ตบุ๊กของคนตัวเล็กออกจากตักมาวางบนโต๊ะ
เขาลองสะกิดเรียกอีกฝ่าย แต่แบมแบมคล้ายกับหลับสนิทจนมาร์คไม่อยากรบกวน
เขาเซฟงานที่อยู่บนจอ
เขาออกไปเรียกให้ปีเตอร์เขามาเก็บเอกสารและถือของตามลงมา
ก่อนจะตัดสินใจอุ้มคนตัวบางขึ้นแนบอก
“คืนนี้ค้างที่โรงแรมก็ได้”
“ครับคุณมาร์ค แล้วจะให้ผมเปิดอีกห้องมั้ยครับ”
“ไม่เป็นไร”
“คุณมาร์คป่วยอยู่ ให้ผมอุ้มคุณแบมแบมแทนมั้ยครับคุณมาร์ค”
“ไม่ต้อง” มาร์คตอบกลับเสียงเบา พลางมองคนในอ้อมกอดว่าตื่นหรือเปล่า
เห็นแบมแบมแค่ขยับตัวเขาเลยส่งสายตาให้ปีเตอร์เปิดประตู
ปีเตอร์และธีระไม่ได้พูดอะไร
เขาคอยอำนวยความสะดวกต่างๆ จนมาร์ควางแบมแบมลงบนเตียง
พวกเขาทั้งสองถึงได้ออกไปจากห้อง ทิ้งเจ้านายกับคุณหนูไว้ด้วยกันตามลำพัง
มาร์คไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี
แต่คิดว่าแบมแบมคงนอนไม่สบายเท่าไหร่ ถ้ายังใส่ชุดทำงานแบบนี้
“แบมแบม” มาร์คเขย่าไหล่แบมแบมเบาๆ อยู่หลายที
“พี่มาร์ค” แบมแบมเรียกอีกฝ่ายตามความเคยชิน
ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบห้อง
“ลุกขึ้นไปอาบน้ำก่อนดีกว่าครับ ผมให้คนเตรียมชุดให้แล้ว”
“คุณมาร์คทำงานเสร็จแล้วเหรอครับ”
“ครับ”
“งั้นผมกลับบ้านก่อนดีกว่า”
“ตอนนี้ดึกมากแล้ว แบมอย่าขับรถกลับเลยครับ มันอันตราย”
“แล้วคุณมาร์คล่ะครับ”
“ผมก็ค้างคืนที่นี่เหมือนกันครับ”
“แต่ว่า…”
“ค้างที่นี่สักคืนเถอะครับ ผมไม่คิดเงินหรอก แบมไม่ต้องห่วง”
“ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นซะหน่อย”
“ถ้าอย่างงั้นก็ไปอาบน้ำเถอะครับ ผมให้คนเตรียมเสื้อผ้าให้คุณแล้ว” มาร์คพูดจบก็เดินออกไปทำงานรอที่ห้องด้านนอก
พอได้อาบน้ำ
แบมแบมก็รู้สึกตื่นเต็มตา ความง่วงหายไปจนหมด เลยเดินออกมาด้านนอกห้องถึงได้เห็นมาร์คนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมข้างหน้าต่างพร้อมกับแก้วไวน์ในมือ
ภาพที่มาร์คใส่เพียงเสื้อเชิ้ตสีขาว
พับแขนขึ้น นั่งพาดขาไปกับโต๊ะ มันเป็นภาพที่แบมแบมไม่คุ้นชิน
แต่กลับรู้สึกว่ามันเข้ากับมาร์คอย่างน่าประหลาด
แบมแบมยอมรับว่ามาร์คหล่อมาตั้งแต่เด็ก
และไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน ในสายตาเขามาร์คก็ยังคงหล่ออยู่เสมอ
แต่ในเวลานี้มาร์คกลับดูมีเสน่ห์จนทำให้เขารู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก
ยิ่งยามที่สองสายตาประสานกัน ดวงตาทรงเสน่ห์คู่นั้นราวกับมีมนตร์สะกด
“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอครับ”
“ครับ แล้วทำไมคุณมาร์คยังไม่เข้านอนอีกล่ะครับ”
“ผมนอนดึกจนชินแล้วมั้งครับ”
“แต่ตอนนี้คุณมาร์คป่วยอยู่ ชินกับการนอนดึกยังไงก็ควรรีบเข้านอนนะครับ”
“งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ”
“ไข้ของคุณลดลงหรือยังครับ แบมว่าคุณมาร์คเช็ดตัวก่อนดีกว่าไหมครับ
แบมทำให้ก็ได้ ถ้าคุณไม่ถนัด” พอพูดออกไปแล้ว
แบมแบมถึงกับชะงักที่เขาเผลอพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไป
ยิ่งเห็นมาร์คมองหน้าเขาด้วยแววตาที่เจือไปด้วยรอยยิ้มแบบนั้น
แก้มทั้งสองข้างก็พลันเห่อร้อน
“ถ้าอย่างงั้น รบกวนด้วยนะครับ”
จากที่ทำตัวไม่ถูกอยู่แล้ว
เจอรอยยิ้มกว้างๆ จนเห็นเขี้ยวแบบนั้น ยิ่งไม่รู้จะวางไม้วางมืออย่างไรดี
ทุกอย่างมันดูเกะกะไปหมดเลย
มาร์คนั่งลงข้างเตียง
เขามองคนตัวเล็กกว่าที่ถือกะละมังออกมาพร้อมกับผ้าสะอาด
ใบหน้าใสที่ปรากฏริ้วแดงที่ข้างแก้มยิ่งทำให้เขารู้สึกเอ็นดูคนตรงหน้าอยู่ไม่น้อยเลย
วันนี้ดูคล้ายกับว่า
เขาจะได้เห็นแบมแบมในรูปแบบใหม่ๆ ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาเลย คล้ายกับเด็กหนุ่ม
ไม่ใช่ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่เขาเคยเจอและพยายามรักษาระยะห่างระหว่างเรา
เขาค่อยๆ
ปลดกระดุมเสื้อช้าๆ ยิ่งพาลให้คนตรงหน้ายิ่งเขินอายหนักขึ้นไปอีก สาบานเลยว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะประวิงเวลาปลดกระดุมหรืออะไร
แต่การได้มองแบมแบมที่ทำตัวไม่ถูกก็เพลินดีอยู่เหมือนกัน
แบมแบมที่แก้มสองข้างแดงลามไปถึงหู
มือสองข้างจับผ้าแน่นจนเขาเองก็กลัวจะขาดเหมือนกัน
“สรุปว่าผมหรือแบมกันแน่ที่เป็นไข้
ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าแบมหน้าแดงกว่าผมอีกล่ะครับ”
“คุณมาร์ค!!” แบมแบมอยากจะฟาดอีกฝ่ายด้วยผ้าแรงๆ
สักที มาร์คก็น่าจะรู้ว่าเขาอายไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงได้ยังแซวอยู่อีก
แค่นี้ก็เขินจนไม่รู้จะเอาหน้าไปซ่อนไว้ที่ไหนแล้วนะ
คนบ้านี่!
“หึๆ ผมถอดเสื้อเสร็จแล้วครับ แบมจะให้ผมทำอะไรต่อ”
“นั่งนิ่งๆ และ...หลับตาก็ได้ครับ” ก็ขืนยังจ้องหน้ากันอยู่
ใครกันจะกล้าทำอะไรต่อได้เล่า แค่ควบคุมตัวเองก็ยากแล้ว ถ้ายังเจอสายตาของมาร์คอีก
คงใจสั่นตายพอดี
แบมแบมพยายามเรียกสติตัวเองกลับมา
เขาค่อยๆ ซับผ้าลงบนใบหน้าของมาร์คเบาๆ เพราะต้องขยับเข้าใกล้ แบมแบมถึงได้กลิ่นไวน์จางๆ
มาจากคนตรงหน้าอย่างชัดเจน
มาร์ค
ต้วนในตอนนี้มีอำนาจทำลายล้างสูงยิ่งกว่าเมื่อกี้เป็นไหนๆ
ยิ่งได้มาเห็นใบหน้าที่แสนคิดถึงและรอคอยมานานหลายปี
แบมแบมอดไม่ได้ที่จะสำรวจใบหน้าของมาร์คอย่างเชื่องช้า
จนเปลือกตาที่เคยปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นมาสบตากัน
แบมแบมไม่อาจจะเก็บสายตากลับคืนได้ทัน
ทั้งคู่คล้ายกับถูกสะกดเอาไว้ให้ตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง
นี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่มาร์คได้สำรวจใบหน้าของคนที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนคนแรกของเขาได้ชัดเจนขนาดนี้
แบมแบมไม่ได้หล่อเหลาเหมือนกับออสติน
ไม่ได้มีใบหน้าไร้ที่ติ ที่ข้างแก้มของแบมแบมมีรอยแผลเป็นที่ถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องสำอาง
คิ้วของแบมแบมไม่ได้หนา
แต่สิ่งที่สะดุดตาคงจะเป็นดวงตากลมโคคู่นี้ที่ใต้ตามีไฝอยู่หนึ่งเป็น
อยู่ข้างเดียวกับเขา
กับริมฝีปากที่ดูอวบอิ่มเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่เจ้าตัวน่าจะไม่เคยรู้ตัว
มาร์คยกมือขึ้นทัดผมยาวที่ตกลงมาให้กับแบมแบม
ทำให้เห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
คล้ายกับมีแรงดึงดูดบางอย่างหรือเพราะฤทธิ์ไวน์ที่เพิ่งดื่มเขาไป
สัมผัสที่แบมแบมไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับจากคนตรงหน้าทำให้ผ้าขาวหลุดมือ
มาร์คไม่จูบลงบนริมฝีปาก
แต่ขยับมาที่มุมปากไว้เพียงแป๊บเดียวคล้ายกับสายลมแบบที่แบมแบมคิดว่าสัมผัสเมื่อตะกี้เขาอาจจะคิดไปเอง
แต่ความรู้สึกว่าถูกสัมผัสมันเหมือนจะยังคงอยู่
แบมแบมถึงได้รู้สึกว่าสัมผัสเมื่อกี้มันเกิดขึ้นจริง
หัวใจไม่รักดีกลับเต้นเร็วอย่างบ้าคลั่ง
เสียจนแทบจะทะลุออกมาจากอก แบมแบมลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องนอนเพื่อออกมาสงบจิตสงบใจ
ในขณะที่ตัวต้นเหตุก็ได้แต่ยกมือจับที่อกซ้ายที่เต้นแรงจนจะเจ็บไปหมด
My Best Bodyguard
เรื่องคืนนั้นไม่คล้ายกับฝันไปซะทีเดียว
เพราะกว่าเขาจะนอนสงบจิตสงบใจได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต้องข่มตาหลับข้างๆ คนที่ทำให้ใจเราเต้นแรงแทบบ้าคลั่งแบบนั้น
คืนนั้นกว่าแบมแบมจะหลับไปก็เกือบเช้า
ตื่นไปทำงานในสภาพที่ยองแจยังอดแซวไม่ได้ว่าเขาไปอดหลับอดนอนที่ไหนมา
แต่ใครจะกล้าเล่าถึงสาเหตุกันเล่า!!
“คุณมาร์คอยู่ด้านในครับ” เสียงของธีระมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างๆ
ให้กับคนที่จะทำให้เจ้านายผู้บ้างานของเขากินข้าวกลางวันเสียที
แบมแบมหิ้วถุงผ้าที่มีกล่องอาหารอยู่ด้านในมาหยุดอยู่หน้าประตูกระจกห้องทำงานที่ไม่คุ้นชินเท่าไหร่
วันนี้มาร์คมาที่โกดังสินค้า
แบมแบมที่รู้จากคนสนิทของมาร์คว่ามาร์คยังไม่ยอมพักเลยตั้งแต่เช้า เลยหิ้วปิ่นโตมาฝาก
และกะว่าจะอยู่รอเอากล่องข้าวกลับด้วยเลย จะได้แน่ใจว่ามาร์คกินจริงๆ
ไม่ใช่แค่รับปากเขาไปอย่างงั้น
เพราะวันนี้เป็นวันหยุด
มาร์คเลยสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ คอจีนแขนยาวแทน ส่วนเขาก็ไม่ได้ใส่ชุดทำงานอะไร
เพียงแค่หยิบแจ็กเกตยีนมาสวมทับเสื้อยืดสีดำที่ใส่อยู่บ้านก็เท่านั้น
“วันหยุดก็มีบริการส่งข้าวเหรอครับ”
“วันนี้คุณมาร์คมาทำงาน ก็นับเป็นวันหยุดเหรอครับ”
“มีใครโทรไปฟ้องแบมแน่ๆ เลยใช่ไหมครับเนี่ย”
“ไม่มีใครฟ้องหรอกครับ ทุกคนห่วงคุณทั้งนั้น กินข้าวก่อนเถอะครับ
เที่ยงกว่าแล้ว”
“แบมกินข้าวมาหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้วครับ วันนี้แบมทำของโปรดมาให้คุณด้วย”
“แบมกำลังวางแผนเพิ่มน้ำหนักผมอยู่แน่ๆ ”
“ก็คุณมาร์คผอมเกินไปนี่ครับ”
“แบมเองก็ผอมเหมือนกัน”
“ผอมที่ไหนกันครับ ดูแก้มแบมสิ”
“แน่ใจเหรอครับว่าจะให้ผมดูแก้ม” ภาพเหตุการณ์วันนั้นราวกับฉายกลับมาวนซ้ำอีกรอบ
“กิน-ข้าว-ได้-แล้ว-ครับ”
“ครับๆ กินเดี๋ยวนี้แหละครับ” มาร์คยอมวางปากกาและลุกจากเก้าอี้มานั่งที่โซฟารับแขกแทน
“อีกไม่กี่เดือนก็งานแต่งพี่ชายคุณแล้วใช่ไหมครับ
คุณเลยต้องรีบเคลียร์งานเพื่อบินไปร่วมงาน”
“งานแต่งออสตินไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกครับ”
“คุณมาร์คยังไม่เลิกทะเลาะกับพี่ชายอีกเหรอครับ”
“แบมดูนิสัยออสตินด้วยครับ”
“คุณมาร์คก็พอๆ กันกับคุณออสตินแหละครับ”
“ทำไมแบมไม่เข้าข้างผมเลยล่ะครับ”
“แบมไม่ได้เลือกข้างเสียหน่อย แบมพูดเรื่องจริงต่างหาก”
“ช่วยไม่ได้ ก็ออสตินมันนิสัยเสียนี่ครับ ใครจะคุมอารมณ์ไม่กวนมันกลับได้บ้าง”
“แบมว่ามีแค่คุณคนเดียวที่ไม่คิดจะควบคุมอารมณ์ต่างหาก
พี่ชายคุณน่ากลัวจะตายไป ไม่มีใครกล้ากวนเขาหรอกครับ”
“แต่ผมว่ามีคนกล้า” แบมแบมรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงและแววตาของมาร์คเปลี่ยนไป
สายตาของมาร์คจับจ้องไปที่จอที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิด
ก่อนที่มาร์คจะลุกขึ้นและกดรหัสบางอย่างที่ข้างตู้
ประตูที่แบมแบมแทบจะไม่สังเกตเห็นเพราะเนียนไปกับวอลล์เปเปอร์ค่อยๆ เลื่อนออก
“แบมเข้าไปรอผมด้านในก่อนครับ และห้ามออกมาเด็ดขาด จนกว่าผมจะมารับ”
ไม่มีเวลาให้แบมแบมลังเล
เสียงเคาะประตูทำให้มาร์คจับปืนแน่น
และดันตัวแบมแบมเข้าไปด้านในและกดรหัสลับเพื่อปิดประตู
แบมแบมไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนเท่าไหร่นัก
แต่ดูจากภาพเมื่อกี้ มีผู้ไม่หวังดีกำลังบุกมากระตุกหนวดมาร์คอย่างไม่เกรงกลัว
แบมแบมเดินไปเดินไปเดินมาด้วยใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เขาเป็นห่วงมาร์ค ไม่รู้ว่าข้างนอกมีจำนวนมากหรือน้อยเท่าไหร่
และมาร์คจะรับมือไว้หรือเปล่า เขากลัวประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอยเดิม
เขาไม่อยากต้องห่างจากมาร์คอีกแล้ว
มือเล็กสัมผัสวัตถุที่อยู่ข้างเอว
ทุกครั้งที่แบมแบมมาหามาร์ค ไม่เคยเอามันออกห่างจากตัว เพราะมาร์คเคยกำชับเอาไว้
ป้องกันว่าถ้าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น เขาจะป้องกันตัวได้
แต่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา
เขาไม่คิดว่าเขาจะใช้มันแค่เพื่อป้องกันตัว
แต่เขาจะใช้มันเพื่อปกป้องคนที่เขารักเอาไว้บ้าง อย่างไม่ขลาดกลัวอีกต่อไป
รหัสที่มาร์คกดเปิดปิดประตูไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยเห็น
รหัสนี้มาร์คใช้ตั้งแต่อยู่ที่บ้านออสตินแล้ว และเคยบอกเขาให้จำไว้
ไม่คิดว่าวันนี้มันจะได้ใช้
แบมแบมมองภาพที่อยู่บนจอ
จำนวนคนที่บุกเข้ามามีอยู่จำนวนหนึ่ง
เขามองหาตำแหน่งของมาร์คอย่างใจเย็นก่อนจะเจอว่าอยู่ตรงไหน
แบมแบมไม่ได้พรวดพราดเปิดประตูออกไป
เขาคิดว่าหน้าห้องอาจจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก
ที่เขาสังเกตดูประตูห้องลับนั้นมันมีทางออกอยู่อีกทางและเขาจะใช้ทางนั้นออกไปหามาร์ค
สถานการณ์ข้างล่างกำลังตึงเครียด
พวกมันวางระเบิดเอาไว้ ถ้าขนย้ายสินค้าและคนออกไปไม่หมด ศพของคนงานคงสูงเป็นภูเขาแน่นอน
“แบมแบม” มาร์คนึกถึงคนที่เขาซ่อนเอาไว้ข้างใน
จุดนั้นเป็นจุดเสี่ยงที่ระเบิดจะถูกจุดก่อนเป็นที่แรกๆ ถ้าพวกมันบุกเข้ามาได้
“คุณมาร์ค” ปีเตอร์คิดจะจับมาร์คไว้และพาออกจากที่นี่ก็สายเกินไปแล้ว
เมื่อมาร์คหมุนตัวและวิ่งกลับเข้าไปพร้อมความโกลาหล
เสียงปืนที่ดังติดกันหลายนัดทำให้คนสนิทของมาร์คใจเสียไปตามๆ
กัน ปีเตอร์กับธีระตัดสินแยกกันทำงาน
ปีเตอร์ตามมาร์คไป
ส่วนธีระรีบคุมคนออกจากโกดังและท่าเรือให้ไวที่สุด
แบมแบมปีนลงจากบันไดและกระโดดลงมาที่ด้านหลังรกร้าง
โชคดีที่ตรงนี้ไม่มีใคร แต่แบมแบมเดินไปได้ไม่กี่ก้าว
ก็ต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่เรียกว่าระเบิด ขายาวก้าวถอยหลังอัตโนมัติ
“วางปืนลงแล้วยกมือขึ้น” แบมแบมได้แต่ร้องว่าแย่แล้วในใจ
พวกที่มาน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสองคน ในขณะที่เขามีเพียงปืนกระบอกเดียวในมือ
เขาจำเป็นต้องทำตามอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย
จังหวะที่ก้มตัวลงวางปืน
แบมแบมใช้จังหวะนี้เอี้ยวตัวยิงอย่างไม่ลังเล
กระสุนนัดแรกเจาะเข้าที่กลางหน้าผากของชายคนแรก
แต่กระสุนนัดที่สองไม่ได้มาจากปืนในกระบอกที่เขาถือ
แต่มาจากมาร์คที่เข้ามาช่วยได้ทันต่างหาก
“เป็นอะไรหรือเปล่า” มาร์ครีบวิ่งเข้ามาหาอีกคนด้วยความกลัวที่เกิดขึ้นลึกๆ
ในใจ
ความรู้สึกกลัวมันทำให้เขายกปืนยิงระยะไกลอย่างไม่ลังเล
เพียงเพราะกลัวว่าแบมแบมจะเป็นอันตราย
มือเรียวยกขึ้นประคองใบหน้าหวานที่ทั้งตกใจกับการปรากฏตัวของเขา
โล่งใจที่เจอมาร์คและตัวเองปลอดภัย
“แบมไม่เป็นไรครับ พี่มาร์คเจ็บไหม” แบมแบมไม่กล้ายกมือขึ้นแตะตัวมาร์คเพราะเขากลัวว่ามาร์คจะมีแผล
“พี่ไม่เป็นไร เรารีบออกจากตรงนี้เถอะ” มือซ้ายถูกจับเอาไว้แน่น
ก่อนที่มาร์คจะพาแบมแบมวิ่งออกจากตรงนี้
ตลอดทางทั้งสองต่างยกปืนขึ้นมายิงครั้งแรกครั้งเล่า
เราปล่อยมือกันตอนที่มีคนวิ่งเข้ามาสู้
มาร์คเตะเข้าที่ข้อมือของชายชุดดำที่นอนอยู่ที่พื้นและหวังจะเอามีดแทงเข้าที่ขาของแบมแบมที่สู้กับอีกคนอยู่
เท้าของมาร์คกระทืบลงบนมือนั้นซ้ำๆ ยิงเข้ากลางหน้าผากซ้ำอีกที
“พี่มาร์ค ไปกันเถอะครับ” แบมแบมไม่ได้กลัวมาร์คในตอนนี้
แต่เขาไม่อยากให้มาร์คเสียเวลา เขาไม่รู้ว่าจุดไหนบ้างที่ใกล้จะระเบิดเต็มที
มือเล็กถูกกุมไว้อีกรอบ
มาร์คจับมือแบมแบมให้วิ่งตามมาด้วยกัน
รถที่ปีเตอร์เข้ามาจอดไว้พอดีกับที่ทั้งคู่วิ่งออกมา
“ไป!” ทันทีที่ประตูรถปิดสนิท ปีเตอร์ก็ออกรถในทันที
รถคันข้างหลังขับตามมาถึงสองคัน
คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน
มาร์คจำไม่ได้
แต่ปีเตอร์และแบมแบมที่เคยฝั่งเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น กลับจำได้อย่างแม่นยำ
ปืนยาวสองกระบอกถูกประกอบเข้าอย่างชำนาญ
มาร์คหันไปถามแบมแบมว่าใช้เป็นหรือเปล่า เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า
มาร์คก็ส่งให้ในทันที
หน้าต่างรถถูกเปิดกว้าง
มาร์คยิงเข้าที่ล้อรถคันข้างขวาและกระจก แบมแบมจัดการคันทางซ้ายในเวลาพร้อมๆ กัน
ไม่มีแบมแบมในวัยสิบห้าที่ลังเลที่จะยิงรถคันข้างหลังอีกต่อไปแล้ว
รถเข้าจอดที่บ้านหลังหนึ่งที่แบมแบมไม่คุ้นชิน
แต่ทั้งสองคนกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี ปีเตอร์หยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมาวางไว้ที่โซฟา
ตั้งใจจะทำแผลให้เจ้านายก่อน
“เดี๋ยวแบมทำให้พี่มาร์คเองก็ได้ครับ พี่ปีเตอร์ไปรับโทรศัพท์เถอะ”
“ขอบคุณครับคุณแบมแบม”
“พี่มาร์คนั่งลงก่อนสิครับ เดี๋ยวแบมดูแผลให้”
“ยื่นมือมา” มาร์คนั่งลงตามที่แบมแบมบอก แต่กลับบอกให้อีกคนยื่นมือที่ปกปิดเลือดเอาไว้ด้วยแขนเสื้อแทน
แบมแบมไม่คิดว่ามาร์คจะสังเกตเห็นว่ามือขวาของเขาถูกแทงที่หลังมือ
เขาพยายามปกปิดเอาไว้ตั้งนาน แต่มาร์คก็รู้จนได้สินะ
มาร์คทำแผลให้แบมแบมอย่างชำนาญและระวังยิ่งกว่าทำแผลให้ตัวเองเสียอีก
เขาสำรวจแบมแบมอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าแบมแบมไม่บาดเจ็บตรงไหนแล้ว
ถึงยอมให้แบมแบมเป็นฝ่ายทำแผลตัวเองบ้าง
“ขอโทษนะที่ทำให้ต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้”
“ไม่ใช่ว่าคุณมาร์คเคยสืบเรื่องแบมมาแล้วเหรอครับ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อยที่แบมเจอกับอะไรแบบนี้ อีกอย่างแบมรู้อยู่แล้วว่าสักวันว่าต้องเกิดเรื่อง
และแบมก็เลือกเองที่จะอยู่ที่ตรงนี้” แบมแบมก้มหน้าทำแผลที่มือให้มาร์คเลยไม่เห็นว่าแววตาที่มาร์คมองมา
มันไม่เหมือนเดิมแบบที่ผ่านมา
มาร์ครับรู้ได้ว่าแต่ละประโยคที่แบมแบมพูดออกมามันไม่มีความเสแสร้งเจือปนอยู่
มันทำให้มาร์ครู้สึกประหลาดขึ้นในใจ กับออสตินที่เป็นพี่ชาย
ความรู้สึกที่มีคนอยู่ข้างๆ ที่ได้รับก็ไม่เคยให้ความรู้สึกแบบนี้
เขาเชื่อว่าถ้าเขารักใครสักคนขึ้นมาจริงๆ
เขาคงไม่มีวันปล่อยให้อีกฝ่ายต้องดูแลตัวเอง เขาจะปกป้อง คุ้มครอง คนๆ นั้น
แต่ความรู้สึกที่คนข้างกายพร้อมที่จะเดินไปกับเรา และไม่เกรงกลัวต่ออะไรแบบนี้
มันก็ให้ความรู้สึกที่พิเศษมากๆ สำหรับมาร์คเหมือนกัน
มาร์คเดินมาส่งแบมแบมที่ห้องหลังจากจบมื้ออาหาร
ทันทีที่ประตูห้องแบมแบมปิดลง ประตูห้องทำงานเปิดขึ้น
แววตาของมาร์คที่ดูน่าเข้าหาก็สลายหายไปราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“ฝีมือของใคร!”
My Best Bodyguard
ข่าวผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งเสียชีวิต
และการเปิดโปงเบื้องหลังของเครือข่ายและที่มาทางการเงินของผู้ตาย
กลายเป็นข่าวใหญ่และข่าวดังไปทั่ว
แบมแบมไม่สนใจข่าวนี้เลยก็ได้
แต่ถ้าคุณลุงไม่พูดมาบนโต๊ะอาหารตอนนัดกินข้าวว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับมาร์ค
เขาก็คงจะไม่รีบมาหามาร์คที่บ้านในทันที
แต่พอมาถึงบ้านมาร์คกลับปิดสนิทจนแบมแบมหวั่นใจ
แบมแบมรีบโทรหาพี่ชายคนกลางของตัวเองให้สืบเรื่องของมาร์คให้เขา
แต่รอมานานเป็นอาทิตย์ แจ็คสันก็สืบไม่ได้
ความกลัวมีมากกว่าทุกสิ่ง
แบมแบมติดต่อหาออสตินที่อยู่ต่างประเทศ เขาคิดว่าคนอย่างออสติน
ไม่มีทางไม่รู้ข่าวน้องชายตัวเองแน่นอน แต่อีกฝ่ายกลับตอบมาแค่ว่า ถ้ามาร์คหายดี
มาร์คจะกลับมาเอง
แบมแบมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่เคยได้รู้อะไรเลยเวลาเกิดอะไรขึ้นกับมาร์ค
ทุกคนปกปิดเขาไปหมด แม้กระทั่งมาร์คเองก็ด้วย
ทำไมถึงชอบปล่อยให้เขาอยู่กับความกลัว และความไม่รู้อยู่ตลอด
ทุกคนเห็นเขาเป็นตัวอะไรกันไปหมด
“แบมแบม มีคนมาขอพบ”
“แบมจำได้ว่าแบมไม่ได้นัดใครไว้นะครับ”
“พี่ว่าแบมไปดูเองดีกว่า เดี๋ยวก็รู้เองว่าใครมา”แบมแบมยอมวางปากกาและลุกออกไปยังห้องรับรองที่ปิดประตูอยู่
“พี่มาร์ค” คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ยืนนิ่งหยุดอยู่หน้าประตูและทำท่าจะก้าวออกไป
“แบม เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป” ความโกรธที่มันอัดแน่นอยู่ในใจมันทำให้แบมแบมไม่อยากฟัง
ไม่อยากเห็นหน้ามาร์คเลยในตอนนี้ แต่พยายามเปิดประตูแล้ว ประตูกลับเปิดไม่ออก
เพราะถูกล็อกจากด้านนอก ไม่ต้องถามว่าเป็นฝีมือใคร
ถ้าไม่ใช่คนที่พาแบมแบมมาส่งถึงหน้าประตู แล้วจะเป็นใครไปได้อีก
“ปล่อยเถอะครับ” แบมแบมสะบัดมือมาร์คที่จับเขาไว้ออก
และก้าวถอยห่างจากผู้ชายตรงหน้า
“พี่ขอโทษ พี่รู้ว่าทำให้แบมโกรธที่พี่หายไป พี่ไม่มีอะไรจะแก้ตัว
แต่พี่อยากให้แบมให้อภัยพี่นะ”
“แค่ขอโทษเหรอครับ แบมขอถามพี่หน่อยได้ไหมครับ แบมเป็นอะไรสำหรับพี่กันครับ”
มาร์คเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่เขาไม่หลบเลี่ยงสายตา ยังคงมองแบมแบมที่มีแต่ความเจ็บปวดฉายชัดออกผ่านทั้งสีหน้าและแววตา
“เวลาพี่จะทำอะไร พี่เคยนึกถึงจิตใจคนที่รอพี่อยู่ข้างหลังบ้างไหมครับ
เคยคิดไหมว่าแบมจะรู้สึกยังไง ถ้าพี่เป็นอะไรขึ้นมา แบมรอแบบที่แบมไม่รู้อะไรเลย
ห้าปีที่แบมรอพี่มา มันยังไม่พออีกเหรอครับ ถ้าครั้งนี้พี่หายไปอีก
พี่จะให้แบมรออีกกี่ปีกัน”
“พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่คิดน้อยไปจริงๆ”
“พี่อาจจะไม่คิดถึงแบมเลยต่างหาก แบมขอถามหน่อยครับ
ถ้าเปลี่ยนเป็นพี่ที่ต้องมารอแบบไร้จุดหมายบ้าง พี่จะรู้สึกอะไรบ้างไหมครับ”
แบมแบมพรั่งพรูออกมาจนหมดแรง น้ำตารินไหลอาบแก้มจนแสบตาไปหมด
มาร์คไม่อาจจะยืนนิ่งได้อีก
แต่ยิ่งเขาขยับเข้าหา แบมแบมกับถอยห่าง แต่มาร์คไม่ยอมให้แบมแบมขยับไปไกลอีก
เขารวบตัวแบมแบมที่พยายามดิ้นหนี กักขังเอาไว้ในอ้อมกอด เอ่ยปากขอโทษซ้ำๆ ย้ำๆ
แบมแบมคงไม่รู้ว่าน้ำตาที่ไหลออกมามากมาย
ท่าทางที่ต่อต้านมาร์ค มันทำให้มาร์คไม่สบายใจเลยสักนิด
เขารู้สึกผิดที่ทำลงไปโดยที่ไม่ได้นึกจิตใจแบมแบมเลยว่าถ้ามารู้ข่าวทีหลัง
แบมแบมจะเป็นยังไง
“แบมไม่อยากเห็นหน้าพี่เลย ให้ตายสิ” มาร์ครู้ว่าครั้งนี้แบมแบมโกรธเขามากๆ
และเขาก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปโดยที่ไม่นึกถึงแบมแบมจริงๆ ทั้งๆ
ที่เขาไม่ควรลืมนึกถึงจิตใจคนที่รอเขามาตลอดห้าปีเลย
มาร์คให้สัญญาตัวเองในใจว่า
เขาจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าหากจะเกิดอะไรขึ้น
แบมแบมต้องรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่ใช่หายไปเฉยๆ
แบบที่แบมแบมไม่รู้ข่าวว่าเขาจะเป็นจะตายไปแล้วหรือเปล่า
และเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้คนที่รู้สึกกับเขามากขนาดนี้หายไปอย่างแน่นอน
เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นเขาเองที่เป็นฝ่ายต้องรอแบมแบมบ้าง เขาคงจะบ้าตายไปแล้ว
ความรู้สึกระหว่างเขากับแบมแบม
สำหรับเขามันก่อตัวขึ้นช้าๆ จนบางทีเขาก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน แต่ตอนที่เห็นแบมแบมจะเป็นอันตราย
เขาแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ พอได้ยินว่าแบมแบมบอกว่าจะหายไปจากชีวิตเขาบ้าง
เขาก็รู้แค่ว่าเขาไม่อาจจะปล่อยแบมแบมไปได้
“อย่าร้องไห้เลยนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจให้เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้น
พี่ไม่อยากให้แบมเสียใจหรือรู้สึกแบบนี้ อย่าร้องไห้” มาร์คยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับน้ำตาให้แบมแบมเบาๆ
“ครั้งหน้าพี่จะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก พี่สัญญา
พี่จะไม่ให้แบมรอแบบที่ไม่รู้อะไรแบบนี้อีกแล้วนะ เลิกร้องไห้เถอะนะแบม”
“คำสัญญาของพี่ แบมควรเชื่อมันใช่ไหมครับ”
“แบมไม่เชื่อก็ได้ แต่พี่จะทำให้แบมเห็นเอง แต่ตอนนี้เลิกร้องไห้เถอะนะครับ”
แบมแบมพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง
แต่ก็ยังไม่ยอมหันมามองหน้ามาร์คตรงๆ
เพราะความขุ่นเคืองในใจมันลดลงไปได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลย ถ้าถามว่าลึกๆ
แล้วดีใจไหมที่เห็นว่ามาร์คยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าแบมแบมรู้สึกดีมาก
ที่ความกลัวว่ามาร์คจะจากไป มันหายไปแล้ว แต่จะให้ยอมหายโกรธง่ายๆ
มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น
มาร์คเองก็ทำเพียงคลายอ้อมกอด
แต่ยังไม่ยอมปล่อยให้แบมแบมออกห่างไปอยู่ดี
“ปล่อยเถอะครับ แบมจะไปล้างหน้าแล้ว”
“เลขาแบมไม่น่าจะยอมปล่อยเราสองคนออกไปง่ายๆ หรอกครับ”
“พี่ทำอะไรกับเลขาแบมกันครับ”
“พี่ไม่ได้ทำอะไรเลย พี่แค่บอกว่าพี่จะมาง้อแบม เขาก็ให้พี่มารอที่นี่
แล้วยังบอกอีกว่า ถ้าง้อแบมไม่สำเร็จ เขาจะไม่ปล่อยเราทั้งคู่ออกไป”
“งั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องไปไหนแล้วมั้งครับ”
“แบมจะไม่หายโกรธพี่จริงๆ เหรอครับ” แบมแบมไม่ตอบ
แต่เบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“หิวมั้ย พี่ซื้อของโปรดแบมมาฝากด้วยนะ” แบมแบมก็ยังไม่ยอมตอบ
ไม่ยอมสนใจ หมุนเก้าอี้หันหลังให้กับเขา มาร์คเลยวางมือจากทุกสิ่งแล้วเดินเข้าไปหา
แต่แบมแบมเหมือนจะรู้ทัน ถึงได้รีบลุกจากเก้าอี้และจะเดินหนีไปอีก
แต่มาร์คกับไวกว่า เดินมาขวางหน้าแบมแบมเอาไว้ เดินต้อนแบมแบมจนชนกับขอบโต๊ะก่อนจะวางสองมือไว้ข้างตัวแบมแบมเพื่อขังแบมแบมเอาไว้
“ต้องทำยังไงกันครับ แบมถึงจะหายโกรธพี่”
“ออกไปไกลๆ เลยนะครับพี่มาร์ค” แบมแบมพยายามดันอกของอีกฝ่ายไม่ให้ขยับเข้าใกล้เขาไปมากกว่านี้
แต่ตำแหน่งที่วางมือกลับวางตรงตำแหน่งหัวใจแบบพอดิบพอดี
หัวใจของมาร์คอาจจะเต้นสม่ำเสมอ ต่างจากเขาที่อยู่ใกล้มาร์คทีไร
มันไม่เคยได้ดังใจเขาเลย
“ถ้าพี่ถอยออกไป แบมจะไม่หนีพี่อีกใช่ไหมครับ”
“แบมจะหนีไปไหนได้อีกล่ะครับ ห้องก็ล็อกแบบนี้
แบมคงจะหนีพี่มาร์คพ้นหรอกมั้งครับ”
บางทีมันอาจจะไม่ใช่แค่ห้องที่ล็อกเอาไว้ก็ได้
แต่มันเป็นวังวนที่แบมแบมเองก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากคนชื่อมาร์คไปได้
My Best Bodyguard
“แดดร่มแล้วนะครับพี่มาร์ค” ความกระตือรือร้นของแบมแบมทำให้มาร์คอดไม่ได้ที่จะกระตือรือร้นตาม
ประตูกระจกถูกเลื่อนเปิดออก
แบมแบมเดินนำหน้าไปยังเรือที่ผูกเอาไว้
พอหันมาเห็นมาร์คยังเดินกอดอกตามมาอย่างช้าๆ
ก็วิ่งกลับไปจับมือคนพี่ให้รีบก้าวตามมาให้ทัน
มาร์คลงไปนั่งบนเรืออย่างมั่นคงก่อนถึงได้จับมือแบมแบมให้ลงมานั่งฝั่งตรงข้ามอย่างปลอดภัย
“เหมือนพี่จำได้ว่ามีคนชวนพี่พายเรือด้วยกันนะ ทำไมตอนนี้เป็นพี่ที่พายอยู่คนเดียว”
“ก็พี่มาร์คพายเก่งกว่าแบมนี่ครับ แข็งแรงกว่าแบมด้วย ดูแขนแบมสิ
เล็กแค่นี้จะพายสู้พี่ไหวได้ไง”
“ครับๆ ยอมแล้วครับ”
“พี่มาร์คไม่เคยออกมาพายเรือเล่นเลยเหรอครับ” แบมแบมหยิบกล้องฟิล์มติดมือมาด้วย
ถ่ายไปรอบๆ และไม่ลืมจะถ่ายฝีพายคนเก่งที่หล่อที่สุดด้วย
“ก็มีบ้าง”
“น่าอิจฉาจัง”
“อยากมาอยู่ด้วยกันมั้ยล่ะครับ”
“หาคนมาทำกับข้าวให้กินมากกว่ามั้งครับ” แบมแบมยิ้มอย่างรู้ทันคนตรงหน้า
“ถ่ายแต่พี่ แล้วรูปเราล่ะ” มาร์คแบมือขอกล้องมาถ่ายแบมแบมเอาไว้บ้าง
“พอแล้วมั้งครับ ขอกล้องคืนด้วย”
“ขยับมานี่หน่อย” แบมแบมลังเลที่จะขยับเพราะกลัวเหลือเกินว่าจะตกลงน้ำ
แต่เพราะมาร์คยื่นมือมาให้จับ แบมแบมเลยยอมขยับเข้าไปใกล้
“เรายังไม่มีรูปคู่กันเลย” แบมแบมไม่อิดออดแม้แต่น้อย
เพราะเราทั้งคู่มีรูปคู่กันน้อยมากจริงๆ เขาน่ะอยากทำอะไรหลายๆ
อย่างกับมาร์คมานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเขามันคนมีกรรมเยอะหรืออะไร
ทำไมความรักระหว่างเราทั้งคู่มันถึงมีอุปสรรคอยู่เสมอ
เขารู้ว่าตอนนี้มาร์คเปิดใจให้เขามากขึ้น
เปิดใจให้เขาอย่างแท้จริง ไม่ได้แค่พูดว่าเราจะเริ่มต้นใหม่กัน
แต่ไม่รู้สึกอะไรเหมือนที่ผ่าน เพียงเท่านี้ มันก็ทำให้แบมแบมรู้สึกดีมากๆ แล้ว
เขาไม่เคยเหนื่อยกับการมาเจอมาร์คที่มีรูปร่าง
หน้าตาเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาคิดแค่ว่า
ขอให้เขาได้พยายามในส่วนของเขาอย่างถึงที่สุดก่อน แล้วสุดท้าย
ถ้าไม่ได้ความรักกลับมาเลย เขาก็จะเดินจากไปอย่างยินยอม
“กลับเข้าบ้านกันเถอะครับ ใกล้มืดแล้ว” แบมแบมกำลังจะขยับตัวกลับไปที่เดิม
แต่มาร์ครั้งเอาไว้ก่อน
มาร์คขยับมาใกล้จนนั่งซ้อนแผ่นหลังของแบมแบมตอนไหนไม่รู้
และคงจะอยู่ใกล้กันมาก แบมแบมถึงได้รู้สึกอุ่นกว่าก่อนหน้าที่ลมเย็นพัดผ่านตลอด
แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกเย็นแบบนั้นอีกแล้ว
“ตอนกลางคืนที่นี่สวยมากนะ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ไทย
พี่ว่าที่นี่เหมาะกับการดูดาวมากที่สุดเลยล่ะ” มาร์คกระซิบที่ข้างหูของคนตัวเล็ก
ลอบมองใบหน้าด้านข้างที่อยู่ใกล้จนลมหายใจเป่ารดแก้มนิ่ม
แบมแบมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เขาเคยเข้าใกล้มาร์คมากก็จริง แต่ตั้งแต่มาร์คจำเขาไม่ได้
เราไม่เคยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ขยับเข้าใกล้กันแบบนี้
แล้วจะไม่ให้เขารู้สึกใจเต้นแรงได้ไงกัน
“ตั้งแต่วันนั้นที่พี่เจอแบมที่งาน นานเท่าไหร่แล้วที่เรารู้จักกันใหม่”
“เกือบปีได้แล้วมั้งครับ”
“เป็นเวลาหนึ่งปีที่แบมเคยท้อบ้างหรือเปล่า
เคยคิดว่าแบมควรพอได้แล้วหรือยัง”
“พี่มาร์ค” จากที่เคยตื่นเต้นกับการได้ใกล้ชิดกันแบบนี้
ความรู้สึกเหล่านั้นเหมือนกับถูกสับสวิตช์
แบมแบมกำลังรู้สึกเหมือนมาร์คกำลังจะบอกให้เขาพอได้แล้ว
หรือที่เขารู้สึกที่ผ่านมามันเริ่มดีขึ้น
เขาจะคิดไปเองแค่ฝ่ายเดียวกัน
“แบม พี่ขอโทษนะ แต่พี่คงให้แบมรอต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
“ทำไมล่ะครับ” แบมแบมจะหันหน้าไปถามอีกฝ่าย
แต่มาร์คกลับกอดเขาไว้แน่นจนแทบจะขยับตัวไม่ได้
“เพราะว่าพี่จะไม่ปล่อยให้แบมรอแล้ว เป็นแฟนกันนะแบมแบม”
“อะไรนะครับ!?”
“แบมเป็นแฟนกับพี่มาร์คนะครับ”
“พี่มาร์ค!!” ความรู้สึกของวันนี้แบมแบมไม่รู้ว่าหัวใจตัวเองจะวายตอนไหน
มาร์คทำให้เขามีความหวัง แล้วสักพักก็เหมือนจะหมดแรง
ก่อนที่จะทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกแบบนี้
“ไม่ตกลงก็ตกลงแหละเนอะ รอมานานขนาดนี้แล้ว” มาร์คโอบกอดคนตัวเล็กที่ยังคงตกใจไม่หายไว้ในอ้อมกอด
แนบแก้มลงกับแก้มของอีกฝ่าย
เสียงพลุและแสงสว่างบนฟ้าทำให้แบมแบมตกใจจนเงยหน้าขึ้นไปมอง
แต่ความสวยงามของมันไม่ได้ทำให้แบมแบมตื่นตาตื่นใจเลยสักนิดเดียว เพราะการกระทำ
คำพูดของมาร์ค ดึงความสนใจเขาไปจนหมดแล้ว
ในที่สุดการรอคอยของเขาก็ไม่สูญเปล่า
เขากับมาร์คกลับมาเป็นแฟนกันแล้ว
My Best Bodyguard
ในที่สุดการแต่งงานระหว่างเพื่อนสนิทเขากับพี่ชายคนโตก็เกิดขึ้นสักที
แบมแบมรู้สึกยินดีและดีใจกับเพื่อนอย่างมากที่สมหวังในความรักและลงเอยด้วยดีกับพี่ชายของเขาสักที
ตั้งแต่เริ่มรับรู้ว่าสองคนนี้จะต้องแต่งงานกัน ก็คอยตามลุ้น
ตามเชียร์และเอาใจช่วยเพื่อนตัวเองตลอด พอทั้งสองตกลงคบกันจริงจัง
แบมแบมก็เห็นว่าพี่ชายตัวเองเปลี่ยนไปมาก ยอมจินยองในหลายๆ อย่าง
แม้บางทีจะมีความเผด็จการหลงเหลืออยู่ก็เถอะ ส่วนคู่ของคุณหมอหนุ่มกับเลขาคนเก่งของเขา อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคู่นี้ก็จะเข้าพิธีแต่งงานตามพี่ชายคนโตไป การเตรียมงานของคู่นี้ก็ทำเอาแบมแบมปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะต่างฝ่ายต่างทุ่มเทและใส่ใจกับทุกอย่างในงาน จนทะเลาะกันไปหลายยก หวิดจะทำให้งานแต่งล่มจนแบมแบมต้องเข้าไปไกล่เกลี่ย สุดท้ายก็ลงตัวที่จะยอมถอยกันคนละก้าว แต่ก็นั่นแหละ คู่นี้เหมือนลิ้นกับฟัน ไม่เถียงกันคงนอนไม่หลับ
ส่วนคู่สุดท้าย เป็นคู่ที่แบมแบมเห็นใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ออสตินกับหลินคุน ในที่สุดทั้งสองก็หย่าขาดกันแล้ว แต่หลินคุนยังคงจะดูแลเจ้าตัวเล็กอยู่ตลอด แบมแบมไม่สามารถก้าวก่ายอะไรคู่นี้ได้ เพราะมาร์คเองก็เลือกที่จะดูอยู่ห่างๆ เหมือนกัน
“คิดอะไรอยู่เหรอ” แบมแบมหันไปตีไหล่คนที่เข้ามากอดแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง
“ก็คิดอะไรไปเรื่อยแหละครับ แล้วพี่มาร์คมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ แบมไม่ได้ยินเสียงเลย”
“พี่มาสักพักแล้ว เรานั่นแหละ มัวแต่เหม่อ”
“แล้วมาหาแบมที่นี่ได้ ว่างแล้วเหรอครับ”
“ว่างแล้วสิ ว่างตั้งสองอาทิตย์ แบมเองก็ว่าง พี่เลยจะมาชวนแบมไปเที่ยวไงล่ะ”
“แบมยังไม่รู้เลยครับว่าตัวเองว่าง”
“พี่คุยกับคุณยองแจให้แบมเรียบร้อยแล้ว ว่างให้พี่เถอะนะครับ พี่อยากไปเที่ยวกับเรา”
“ขอพิจารณาดูก่อนได้ไหมครับ”
“ไม่อนุญาตครับ” มาร์คอุ้มแบมแบมขึ้นพาดบ่าก่อนจะวางลงบนเตียงนุ่ม ก้มลงหอมแก้ม หอมคอจนแบมเเบมจั๊กจี้
“ฮ่าๆๆๆ พอแล้วครับพี่มาร์ค พอแล้วๆๆ แบมยอมแล้ว ฮ่าๆๆ ”
“อะไรนะ พี่ไม่ได้ยินเลย” มาร์คก้มลงจูบแก้มทั้งสองข้างแบมแบมแรงๆ อีกหลายครั้ง
“พอแล้วครับพอ” แบมแบมยกมือปิดหน้าไม่ให้มาร์คก้มลงมาจู่โจมได้อีก มาร์คเลยยอมทำเพียงแค่คร่อมแบมแบมเอาไว้ ไม่ให้หนีไปไหนพ้น
“แบมยอมไปกับพี่มาร์คก็ได้ แล้วจะเดินทางเมื่อไหร่ครับ”
“ด่วนที่สุด”
คำว่าด่วนของมาร์ค แบมแบมก็ไม่คิดว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ โชคดีที่เก็บของทัน
แบมแบมมองบ้านหลังใหญ่ที่เขาไม่ได้มานานตั้งแต่ออสตินแต่งงาน ส่วนใหญ่จะมีแต่มาร์คที่บอนมาที่นี่คนเดียว บินมาเยี่ยมหลานบ้าง มาทำงานบ้าง หลายปีแล้วที่แบมแบมไม่ได้กลับมา
แบมแบมได้เที่ยวภายในเมืองอย่างเต็มที่มาสามวันเต็มๆ ก่อนที่มาร์คจะให้เก็บกระเป๋าและเดินทางต่อไปยังไร่ของมาร์ค
ตลอดทางที่ไปยังไร่ มันทำให้แบมแบมอดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนไม่ได้ ตอนนั้นเขาต้องเสียเพื่อนรักของตัวเองไปต่อหน้าต่อตา เป็นเพราะมาร์คห่วงความปลอดภัยของเขา เรื่องของยูคยอมทำให้เราไม่คุยกันดีๆ เลยสักครั้ง และแบมแบมไม่รู้เลยว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นตลอดห้าปี เขาก็ไม่ได้คุยกับมาร์คอีกเลย พอแบมแบมคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา น้ำตาก็พาลจะไหลออกมา
มาร์คคอยสังเกตแบมแบมอยู่ตลอด พอใกล้จะถึงบ้านไร่ สีหน้าของแบมแบมย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ
มาร์คเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาที่พาแบมแบมมาที่นี่ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะรื้อฟื้นความจำที่เลวร้ายในวันนั้น แต่ที่พามาเป็นเพราะที่นี่บรรยากาศดีและมาร์คก็อยากพาแบมแบมมาพักผ่อน
เขาพลาดอีกแล้วสินะ
มาร์ควางมือลงบนมือที่เล็กกว่า ค่อยๆ บีบมือแบมแบมเบาๆ ให้แบมแบมหันมาสนใจตัวเอง
“หรือเราจะไปที่อื่นกันดีไหมแบม”
“พี่มาร์คอุตส่าห์ตั้งใจจะพาแบมมาที่นี่จะรีบกลับทำไมกันล่ะครับ”
“ถ้าเเบมไม่โอเค พี่ยินดีจะพาแบมกลับนะ”
“แบมโอเคครับ”
ปีเตอร์ดับเครื่องยนต์และลงมาขนของลงจากรถตามเจ้านายทั้งสองเข้าไปในบ้าน
บ้านไร่หลังนี้ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ห้าปีก่อนเป็นยังไงก็ยังคงเป็นแบบนั้น
“แบมหิวหรือเปล่า พี่จะไปทำอะไรให้กินรองท้องก่อน”
“ไม่หิวครับ พี่มาร์คไม่ต้องไปไหนหรอกครับ มานั่งตรงนี้เถอะ” มาร์คยอมมานั่งข้างๆ แบมแบมตามที่แบมแบมต้องการ ปล่อยให้แบมแบมทิ้งตัวลงมานอนหนุนตักเขาง่ายๆ
“ง่วงก็นอนเถอะ พี่จะเฝ้าอยู่ตรงนี้แหละ” แบมแบมยิ้มหวานส่งให้ หลับตาลงเพื่อคิดอะไรเงียบๆ คนเดียวจนหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกที ก็นอนอยู่บนเตียงภายในห้องนอนชั้นบนแล้ว ด้านนอกอยู่ในช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินพอดี ภาพที่แบมแบมเห็นเลยเป็นภาพที่สวยที่สุดของวัน
อ้อมกอดอันคุ้นเคยทำให้แบมแบมต้องละสายตาจากภาพตรงหน้าขึ้นมามองใบหน้าของคนที่เข้ามากอดเขาไว้
“พี่เตรียมอาหารเย็นเอาไว้ให้แล้วไปกินข้าวกันเถอะ”
“ครับ”
แบมแบมล้างหน้าและเปลี่ยนชุดใหม่ชงมาข้างล่างก็ไม่เจอว่างมาร์คอยู่ภายในบ้านเลยเดินออกมาข้างนอก
มาร์คเป็นคนจัดโต๊ะอาหารและทำอาหารมื้อนี้ด้วยตัวเอง เขาตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถเพราะอยากให้มื้อนี้เป็นมื้อที่พิเศษที่สุด
แบมแบมเองก็ไม่ทำให้ความตั้งใจมาร์คต้องเสียเปล่า เพราะเขาชอบทุกอย่างที่มาร์คทำให้จริงๆ ยิ่งรู้ว่ามาร์คทำเองทั้งหมด แบมแบมเลยอดที่จะยิ้มกว้างตอบแทนความตั้งใจของมาร์ค
“ชอบมั้ย? ”
“ชอบครับ ชอบทุกอย่างที่พี่ตั้งใจทำให้แบมเลย”
“ชอบก็ดีแล้ว พี่มีอะไรจะแบมด้วย”
“อะไรเหรอครับ”
“หลับตาก่อนสิ” ตอนแรกแบมแบมก็ไม่ยอมทำตาม แต่เพราะมาร์คคะยั้นคะยอ แบมแบมก็เลยยอมหลับตาลง แบมแบมรู้สึกเหมือนมีคนเดินเข้ามาใกล้ เขาคิดว่าคนที่เดินมาก็คงเป็นมาร์คที่คงมาทำอะไรให้เขาตกใจแน่ๆ
“แบมลืมตาได้ยังครับพี่มาร์ค”
“ลืมตาสิ” เเบมเเบมลืมตาขึ้นมาก็ยังเห็นว่ามาร์คยังนั่งอยู่ที่เดิม แต่ตอนนี้มีใครอีกคนยืนอยู่ข้างๆ เขา
“เป็นยังไงบ้างแบมแบม? ”
“ยูคยอม!!!” แบมแบมลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีที่เห็นเพื่อนสนิทที่เขาคิดมาตลอดว่าจากเขาไปแล้วยังยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้จากเขาไปไหน
“เรายังไม่ตาย” ยูคยอมยิ้มกว้างส่งให้เพื่อนที่ตอนนี้คงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว
เพราะแบมแบมไม่เดินเข้ามาหา ยูคยอมเลยเดินเข้าไปหาเพื่อนด้วยตัวเองแล้วดึงแบมแบมเข้ามากอด
“ยูคยอม ยูคยอมจริงๆ ใช่ไหม นายยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ใช่ไหม”
“เรายังมีชีวิตอยู่แบมแบม เรายังไม่ตายจริงๆ” ยูคยอมลูบศีรษะเพื่อนสนิทที่ร้องไห้จนน้ำตาเปียกชื้นเต็มไหล่เขาแล้ว
“เรื่องวันนั้นเป็นยังไงกันแน่”
“เราไม่ได้ถูกยิงโดนจุดสำคัญ พี่มาร์คไม่ได้ฆ่าเรา แต่ก็ไม่อนุญาตให้เราคอยดูแลแบมและเจอแบมแบมอีก เราเลยอยู่ที่นี่มาตลอด ถ้าวันนี้พี่มาร์คไม่พาแบมแบมมา เราคงไม่ได้เจอกัน”
“แล้วทำไมพี่มาร์คถึงไม่เคยบอกแบมเลยล่ะครับ”
“ตอนนั้นพี่มาร์คยังไม่ไว้ใจเรา ไม่แน่ใจว่าเราถูกใครส่งมาอีกมั้ย เราเลยถูกสั่งให้อยู่ที่นี่มาโดยตลอด และพี่มาร์คก็ดันมาประสบอุบัติเหตุอีก เราเลยอยู่ที่นี่ยาวเลย”
“พี่มาร์คครับ พี่มาร์คอนุญาตให้ยูคยอมกลับมาดูแลแบมแล้วใช่ไหมครับ”
“แบมถามเพื่อนเอาเองเถอะว่าอยากกลับมาทำงานหรือเปล่า”
“ไม่แล้วแบม หน้าที่นั้นเราทำได้ไม่ดีจริงๆ เราเปลี่ยนเจ้านายมาสามคน ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีจุดประสงค์เดียวกันเรื่องความปลอดภัยของแบมแบม แต่เราก็หักหลังเจ้านายเก่ามาถึงสองคน ไม่ได้ซื่อสัตย์กับใครอย่างถึงที่สุด ถ้าเรากลับไปรับงานนี้อีก ไม่รู้ว่าจะมีใครมาขู่เอาชีวิตครอบครัวเรากับแบมอีกหรือเปล่า เราอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดี อีกอย่าง เราแน่ใจว่าพี่มาร์คดูแลแบมได้ดีกว่าใครทุกคน ไม่มีใครเหมาะสมที่จะดูแลแบมเท่าพี่เขาอีกแล้ว แบมอย่าคิดมาก ให้เราอยู่ที่นี่เถอะนะ เป็นชาวไร่ก็มีความสุขดี”
“นายแน่ใจใช่ไหมว่ามันเป็นคนามสุขของนายจริงๆ ถ้าใช่ เรายินดีจะเคารพการตัดสินใจของนาย สำหรับเรา แค่นายยังมีชีวิตอยู่ก็คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว”
“แน่ใจสิ”
มาร์คปล่อยให้แบมแบมได้คุยกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันถึงห้าปี เขานั่งฟังทั้งคู่คุยกันอยู่เงียบๆ ยิ้มตามรอยยิ้มของแบมแบม เขาคิดว่าของขวัญชิ้นไหนก็คงไม่ทำให้แบมแบมมีความสุขได้มากกว่าลบปมในใจของแบมแบมออกไปได้ก่อนที่เขาจะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ กับแบมแบม
My Best Bodyguard
เมื่อคืนแบมแบมหลับไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ
เขาหัวเราะกับเรื่องตลก อมยิ้มกับเรื่องเล่าของยูคยอม
และดีใจที่เขาได้คนคอยตามใจเขาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ก่อนเข้านอนเขาพูดขอบคุณมาร์คไม่หยุดจนมาร์คต้องขู่ว่าถ้าไม่หยุดขอบคุณ และนอน มาร์คจะลงโทษไม่ให้เขาได้นอนทั้งคืน
เช้านี้แบมแบมเลยตื่นมารับลม รับแสงแดด และอาหารเช้าที่ยูคยอมเตรียมไว้ให้แต่เช้าก่อนออกไปทำงานที่ไร่
“ออกไปขี่ม้ากันเถอะ” ไม่เปิดโอกาสให้แบมแบมได้ปฏิเสธเพราะมาร์คให้คนเตรียมม้ามาให้เราทั้งคู่เรียบร้อยแล้ว
แบมแบมยังปีนั้นที่เรามาที่นี่ได้อยู่เลย แต่ตอนนี้ที่แบมแบมเห็น ไร่ของมาร์คดูกว้างใหญ่กว่าเดิมและปลูกพืชไร่เยอะแยะมากมาย มีทั้งส่งผลไม้ออกจำหน่ายไปต่างประเทศและภายในประเทศ ไหนจะอาหารแปรรูปอีก แต่นี่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ชั้นดีที่เกือบจะเป็นรายได้หลักของที่นี่ไปแล้ว
ต่อให้เลิกดูแลโรงแรม รีสอร์ตหรือธุรกิจอื่นๆ ในมือ ถ้ามาร์คแค่มาบริหารไร่จริงๆ จังๆ แบมแบมคิดว่าชาตินี้คนอย่างมาร์คก็ไม่มีทางอดตายหรอก
“เหม่ออะไรน่ะเรา” มาร์คยื่นส้มที่ปอกเปลือกเรียบร้อยยื่นให้คนที่เดินตามหลังมาทางไร่องุ่น
“ก็คิดว่าคนแบบพี่มาร์คไม่มีน่ามีวันอดตาย จำได้ว่าห้าปีก่อนที่นี่ยังไม่ดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยครับ แต่ดูตอนนี้สิ แทบจะเรียกว่าอาณาจักรได้แล้ว”
“ก็ต้องมีทรัพย์สินที่เป็นชื่อของตัวเองบ้างสิ เผลอออสตินตัดพี่ออกจากกองมรดก พี่คงไม่มีเงินกิน หรือแบมคิดจะเลี้ยงพี่มั้ยครับ พี่จะได้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงานทำการ”
“แล้วทำไมแบมต้องเป็นคนเลี้ยงพี่มาร์คด้วยล่ะครับ”
“ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ แบมจะไม่เลี้ยงพี่จริงๆ เหรอครับ”
“คนแบบพี่มาร์คไม่วันหมดตัวหรอกครับ”
“แต่ไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจจะหมดตัวก็ได้นะ”
“ทำไมล่ะครับ”
“เดี๋ยวเราก็จะรู้เองแหละ”
“บอกก่อนไม่ได้เหรอครับ ใบ้ให้หน่อยก็ได้”
“เป็นเรื่องราวดีๆ”
“หมดตัวแล้วจะเป็นเรื่องราวดีๆ ได้ยังไงล่ะครับ”
“ก็เพราะว่าสิ่งที่จะทำให้หมดตัวน่ะคุ้มค่าที่สุดยังไงล่ะ”
“พี่มาร์คกำลังคิดจะลงทุนธุรกิจใหม่เหรอครับ เป็นอะไรเหรอครับ แบมพอจะช่วยได้หรือเปล่า”
“ช่วยได้สิ ช่วยได้แน่นอน แค่เราตอบตกลงก็พอ”
“เกี่ยวกับแบมเหรอครับ” มาร์คพยักหน้าให้
“หรือพี่จะซื้อหุ้นในบริษัทแบม?”
“พี่จะซื้อไปทำไมล่ะ ที่มีอยู่ในมือก็เยอะแล้ว”
“แล้วอะไรล่ะครับ”
“หลับตาก่อน”
“หลับตาอีกแล้วเหรอครับ”
“อืม” แบมแบมปิดตาอย่างเดียวเหมือนจะยังไม่พอสำหรับมาร์ค อีกฝ่ายถึงได้เอาผ้ามาปิดตาทับอีกรอบ
แบมแบมควานมือไปทั่วจนเจอมือหนึ่งที่ยื่นมาให้เขาจับ ซึ่งไม่ใช่มือของมาร์คแต่ดูเหมือนเขาจะคุ้นเคย
“ยูคยอมเหรอ?”
“แค่จับมือก็รู้แล้วเหรอว่าเป็นเรา”
“วางแผนอะไรกับพี่มาร์คเนี่ย”
“อีกไม่นาน เดี๋ยวแบมก็รู้” ยูคยอมจับมือเพื่อนพาเดินตรงไปเรื่อยๆ จนแบมแบมรู้สึกว่าที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่เขากับยูคยอมแล้ว
“เปิดตาได้” แบมแบมขยับผ้าปิดตาออก
นักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงรักหวานซึ้งและลูกโป่งสีขาวขนาดใหญ่ที่ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ ใบหญ้าที่รายล้อม
เสียงฝีเท้าม้าทำให้แบมแบมหันไปมองบอดี้การ์ดคนสนิททั้งของเขาและของมาร์ค ทุกคนอยู่บนหลังม้าสีขาว ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาพร้อมกับร้องเพลงโปรดของเขา
ม้าทุกตัวเปิดทางให้ผู้ชายในชุดสูทสีขาวที่จับไมค์ร้องเพลงเดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้สีม่วงขนาดใหญ่ในมือ
ทันทีที่มาร์คมาหยุดอยู่ตรงหน้า แบมแบมเหมือนปิดการรับรู้ เขาไม่ได้ยินเสียงดนตรี ไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงของมาร์ค ไม่รู้ว่าสายตาของทุกคนที่เขาสนิทเป็นอย่างไร เขาเห็นแค่ว่าคนตรงหน้าเขาคือมาร์คที่อยู่ในชุดสูทที่ขาว
แบมแบมพอจะเดาออกว่ามาร์คจะทำอะไร แต่เขาไม่คิดว่ามาร์คจะขอแต่งงานเขาวันนี้ ที่นี่
มาร์คไม่เคยพูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา แบมแบมเองก็ไม่เคยถามเหมือนกัน แม้ว่าคนรอบข้างเขาจะทยอยแต่งงานกันไปจะหมดแล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังคิดอยู่เลยว่าเรื่องของเราอาจจะต้องรอให้คบกันนานกว่านี้ก่อน
ไม่คิดว่ามาร์คจะเซอร์ไพรส์เขาในวันนี้ด้วยซ้ำไป มันไม่มีวี่แววว่ามาร์คจะทำอะไรแบบนี้ให้เขาเลยด้วยซ้ำ
“แต่งงานกับพี่มาร์คได้ไหมครับน้องแบม” เป็นประโยคที่ยืนยันความคิดแบมแบมอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ไม่มีวี่แววจะเป็นไปได้ในเร็ววัน มันได้เกิดขึ้นแล้ว
“แต่งเลยๆๆๆ ” เสียงเชียร์จากทุกคนรอบข้างทำให้มาร์คยิ้มกว้างขึ้นไปอีก แต่เพราะแบมแบมยังไม่ตอบ ต่อให้มาร์คเก็บอารมณ์เก่งแค่ไหนแต่มือที่จับชื่อดอกไม้ที่ยื่นให้กับแบมแบมชื้นไปด้วยเหงื่อทั้งๆ ที่อากาศก็เย็น
“แต่งงานกันเถอะนะ” มาร์คเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเว้าวอน เป็นประโยคขอร้องที่แบมแบมไม่เคยได้รับมาก่อนตั้งแต่กลับมาเจอกันอีกรอบ
ถ้าการที่มีมาร์คอยู่ข้างๆ มันคือความสุขของเขาในทุกวัน แล้วทำไมเขาจะต้องปฏิเสธความสุขของเขากัน
“ครับ” ทันทีที่แบมแบมยื่นมือไปรับดอกไม้ก็ถูกมาร์คดึงเข้าไปกอดด้วยความดีใจ
หัวใจที่เต้นเร็วของมาร์ค ก็ยังคงตื่นเต้นและคำตอบรับของแบมแบมยังคงก้องอยู่ในหัว
จากตอนแรกที่ไม่เคยคาดหวังเรื่องความสัมพันธ์ กลายมาเป็นความห่วงใย ความใส่ใจและเริ่มรู้สึกผูกพัน เลือกที่จะขอเป็นแฟนในวันที่เรารู้จักกันใหม่ได้ครบ 1 ปี จนในตอนนี้ มาร์คแน่ใจแล้วว่าเขาคงไม่มีวันปล่อยมือแบมแบมไปได้ เขาอยากเห็นรอยยิ้มของแบมแบมไปตลอด อยากเป็นคนเช็ดน้ำตาให้ยามที่แบมแบมเสียใจ อยากจะสนับสนุนในทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่แบมแบมลงมือทำ อยากอยู่เคียงข้างและอยากให้แบมแบมอยู่เคียงข้างไปตลอด
ทุกคนรอบข้างต่างโห่ร้องและร่วมยินดีที่คู่นี้ก็ได้สมหวังกันสักที กว่าจะแต่งงานกันได้ แยกจากกันไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่สุดท้าย คนที่เกิดมาคู่กัน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน ถูกพรากความทรงจำระหว่างกันและกันไป แต่เมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างลงตัว มันก็พิสูจน์ได้แล้วว่าคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกัน
My Best Bodyguard
ใครบอกว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แบมแบมขอเถียง ยิ่งการแต่งงาน ยิ่งไม่ใช่เข้าไปกันใหญ่ เพราะเราไม่ได้แต่งกันแค่สองคนแล้วจบไป มันมีคนในครอบครัวทั้งสองฝ่ายที่ทำให้แบมแบมอยากจะทึ้งหัวตัวเองวันล่ะหลายๆ รอบ
เริ่มจากการไปสู่ขอ จะเรียกว่าเป็นการพูดคุยอย่างจริงจังได้ไหมแบมแบมก็ไม่รู้ เพราะแค่เริ่มต้นแบมแบมก็กลัวเหลือเกินว่างานมงคลอาจจะยังไม่ได้จัด ได้ไปจัดงานอวมงคลแทนก่อน
เพราะคนที่มาสู่ขอเขากับคุณลุงและพี่ชาย จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากออสติน
เขาอุตส่าห์วางแผนไปอ้อนให้แจ็คสันเข้าบ้านมาด้วยกันอย่างดิบดี แต่ใครจะคิดว่าเขายังไม่ทันได้พูดอะไรกับลุงและพี่ชายคนโต เสียงโวยวายด้านนอกก็ทำให้แจบอมต้องลุกออกไปดู
“มึงมาทำไม!”
“มาหาพ่อมึงไง”
“ไอ้ออสติน!”
“กูพูดผิดตรงไหน ในเมื่อกูมาหาพ่อมึงจริงๆ พ่อมึงอยู่มั้ยล่ะ กูจะได้มาคุยเรื่องแต่งงานของน้องชายกูกับน้องชายมึง”
“กูไม่ให้แต่ง!”
“กูไม่ได้มาขอมึง แล้วถ้าบ้านมึงไม่อนุญาตก็เรื่องของมึง ฝั่งกูไม่เดือดร้อน ถือว่ากูมาทำหน้าที่กูแล้ว มึงไม่รับเอง งั้นถ้าน้องกูจะจัดงานก็จัดแบบตามมีตามเกิดและไม่ต้องเชิญญาติฝั่งมึงไปแล้วกัน”
“มึงอยากคิดว่ากูจะยอมให้งานมันราบรื่น”
“พวกลูกน้องกระจอกๆ ของมึงจะทำอะไรได้ ดูด้วยว่าแค่กูจะเหยียบเข้ามาในบ้านมึง กูยังทำได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องเสียกระสุนปืนเลย”
“มึงจะลองดูไหมล่ะ”
“กูไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว ถ้าบ้านมึงจะจัดงานแต่งไปพร้อมกับงานศพอ่ะนะ ว่าแต่แผลเป็นที่กูฝากไว้เมื่อคราวนั้น จางไปแล้วหรือไง? อยากได้รอยเพิ่ม?”
“มึงมันหมาลอบกัด”
“แต่กูก็ไม่เคยมีสภาพคลานกลับเหมือนหมานะแจบอม”
“มึง!! แน่จริง มึงกับกูมาสู้กันสักครั้งมั้ยล่ะ”
“กูต่อให้มึงเริ่มก่อนและกูยังกล้าวางเดิมพันเลยว่ามึงทำไรกูไม่ได้”
“พี่แจบอม/เฮีย/พี่ใหญ่”
ในจังหวะที่แจบอมควักปืน คนอื่นๆ ก็ทำแบบเดียวกัน เป็นจังหวะเดียวกันกับแจ็คสันที่พาน้องชายกับน้องสะใภ้ออกมาตาม แต่พอเห็นภาพที่แจบอมยกปืนจ่อหน้าออสตินแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาพี่ชายของตัวทันที
มาร์คเองที่เพิ่งรู้ว่าออสตินบินมาถึงก็ตรงมาที่นี่ก็มาถึงพอดีเช่นกัน รีบเอาตัวเข้ามาขวางออสตินเอาไว้
มาร์คไม่ได้กลัวแจบอมจะยิงพี่ชาย แต่เขากลัวพี่ชายตัวเองต่างหากที่จะยิงแจบอมแบบที่แจบอมไม่ทันตั้งตัว
“แกทำบ้าอะไรของแกออสติน ฉันให้แกมาสู่ขอหลานชายเขา ไม่ใช่มาทะเลาะกับพี่ชายเขา”
“ฉันก็มาดีๆ แต่พวกหน้าบ้านพูดภาษาคนไม่ฟัง เลยต้องใช้หมัด ใช้เท้าให้หลบทางก็แค่นั้นเอง ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะมาร์ค พี่ชายแกบริสุทธิ์ ดูสิ ขนาดปืนยังไม่มีในมือเลย”
“เฮียวางปืนลงก่อนเถอะ ออสตินมาครั้งนี้ ไม่ได้มาร้ายนะเฮีย” แจ็คสันรีบเกลี้ยกล่อมพี่ชายตัวเองให้สงบลงบ้าง
“แกรู้?”
“โธ่เฮีย แบมแบมอายุเท่าไหร่แล้ว เฮียก็รู้ว่าสองคนนี้คบกันอยู่ เฮียยังแต่งงานกับจินยองได้เลย ทำไมแบมแบมจะแต่งบ้างไม่ได้”
“แบมแบมจะแต่งกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่มัน!”
“คิดว่ากูอยากได้น้องมึงเป็นน้องสะใภ้นักหรือไง? พูดเหมือนน้องมึงเป็นฝ่ายเลือกได้ ฝ่ายเดียวเลยนะ”
“แต่มึงก็บากหน้ามาขอน้องกูไม่ใช่หรือไง”
“กูแค่ทำหน้าที่พี่ชายที่ดี มึงถามตัวเองเถอะว่าสิ่งที่มึงทำอยู่ มึงเป็นพี่ชายที่ดีแล้วหรือไง ขัดขวางอยู่ได้ น่ารำคาญ”
“กูไม่ให้แต่ง พ่อกูก็ด้วย!”
“เฮีย/พี่ใหญ่”
“แต่กูจะจัดงาน และจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ แห่ขันหมากตั้งแต่โรงแรมมึงถึงโรงแรมกูเลยเป็นไง พร้อมลงข่าวกับสื่อทุกสำนัก ไม่ต้องเสียดายเงินแทนกูนะเพราะกูไม่ต้องจ่ายค่าสินสอด ประหยัดลงไปเยอะ”
“มึงอย่าได้คิดนะว่างานแต่งจะราบรื่น กูจะไม่มีทางทำให้มึงจัดงานสำเร็จแน่ๆ ”
“กูจะคอยดูแล้วกันว่าคนบ้านมึงจะทำอะไรได้บ้าง เด็กๆ กลับ!” ออสตินไม่ลืมจะฉุดแขนมาร์คให้กลับออกมาด้วยกัน
ทางแบมแบมก็โดนแจบอมลากเข้าบ้าน
แบมแบมมองแจ็คสันและปรึกษากันทางสายตาว่าจะทำยังไงต่อไปดี แต่ใครจะคิดว่าอิม ฮันวอลดันยอมให้งานแต่งนี้เกิดขึ้นโดยง่าย แม้แบมแบมจะรู้ทีหลังจากมาร์คว่า การแต่งงานของเขากับมาร์ค ที่ฮันวอลเห็นด้วยเป็นเพราะคิดถึงผลประโยชน์ที่จะตามมาในอนาคต ที่คนภายนอกจะคิดว่าตระกูลอิมมีเบื้องหลังอย่างตระกูลต้วนคอยสนับสนุน แม้ว่าความจริง ออสตินไม่ได้ญาติดีกับครอบครัวอิมก็ตาม แม้มาร์คกับแบมแบมจะแต่งงานกัน
การแต่งงานถูกจัดขึ้นที่สองประเทศ ที่ไทยจัดงานตามแบบพิธีจีน และมีการจัดงานเลี้ยงฉลอง เชิญแขกมามากมายจัดขึ้นที่โรงแรมของครอบครัวอิม
ส่วนงานแต่งที่บ้านเกิดมาร์ค ถูกจัดพิธีตามแบบคริสต์ จัดขึ้นที่ไร่ของมาร์ค ที่เดิมที่เขาเคยถูกขอแต่งงาน งานแต่งที่นี่ถูกจัดแบบเล็กๆ ภายในงานมีแค่คนในครอบครัวเท่านั้น แน่นอนว่าทั้งสองงานมันทำให้แบมแบมมีความสุขทั้งคู่ แต่ที่เขาชอบงานแต่งที่ไร่ของมาร์คมากกว่าคงเป็นเพราะที่นี่รายล้อมไปด้วยคนที่รักเขาและเขารักจริงๆ แม้ว่าออสตินกับแจบอมจะปะทะฝีปากกันไม่เลิกราก็ตาม แต่ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว ดีกว่ายกปืนขึ้นมาจ่อหน้ากันเป็นไหนๆ
ช่วงงานเลี้ยงยามค่ำที่ทุกคนกำลังฉลองกันอย่างครึกครื้น มาร์คกับจับมือแบมแบมหนีออกมาจากบริเวณที่จัดงาน มาหยุดอยู่ที่ระเบียงห้องที่ถูกใช้เป็นห้องหอของเรา มาร์คเอื้อมแขนไปโอบเอวเล็กของแบมแบมเอาไว้ ตาคมลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนรัก ใบหน้าที่ยังคงเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา แม้ที่ผ่านมา การจัดงานแต่งงานของเราจะไม่ค่อยราบรื่นและเหน็ดเหนื่อยมากก็ตาม แต่แบมแบมยังคงมีความสุขให้เขาเห็นมากกว่าความเหนื่อยล้าที่ควรจะมีมากกว่า ทำให้เขารู้เลยว่า การที่เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน การที่เขาขอแบมแบมแต่งงานมันทำให้แบมแบมมีความสุขมากจริงๆ และแน่นอนว่าการที่เขาเองได้เห็นแบมแบมมีความสุข มันก็เป็นความสุขของเขาเช่นกัน
“ครับ?” แบมแบมไม่คิดว่าการหันมาหามาร์คจะเห็นว่ามาร์คมองเขาอยู่ ในดวงตาคู่นั้น แววตาของมาร์คมันทำให้แบมแบมอดที่จะเขินไม่ได้
มาร์คไม่ใช่คนที่พูดจาหวานเลี่ยนที่ทำให้เขิน แต่แววตาและการกระทำกลับบ่งบอกว่ารักมากขนาดไหนซึ่งมันให้แบมแบมเขินมากกว่าคำพูดหวานๆ เป็นไหนๆ
“เหนื่อยหรือเปล่า?” มาร์คยกมือขึ้นลกศีรษะของคนตรงหน้าเบาๆ
“นิดหน่อยครับ แล้วพี่มาร์คเหนื่อยมั้ยครับ มีแต่คนแกล้งพี่มาร์คเต็มไปหมด ปวดหัวมั้ยครับ เมาหรือยัง อยากดื่มอะไรหน่อยไหม แบมจะไปหามาให้” แบมแบมเตรียมจะออกไปหาอะไรให้มาร์คดื่ม แต่มาร์คกลับรั้งเอวแบมแบมเอาไว้ก่อน
“พี่ไม่เป็นไร พี่โอเคมาก เราอยู่ตรงนี้ด้วยกันก่อนนะ"
"ได้สิครับ" แบมแบมคลี่ยิ้มให้กับเจ้าบ่าวที่หล่อที่สุดในสายตาเขา ต่อให้มาร์คไม่บอกให้อยู่ตรงนี้ ไปเอาน้ำกลับมา เขาก็ไม่ทิ้งมาร์คไว้คนเดียวหรอก ใครกันจะกล้าทิ้งเจ้าบ่าวหน้าหล่อได้ลง
"แบม พี่มีคำถามที่อยากจะถามแบม" มาร์คกักขังแบมแบมเอาไว้ด้วยสองแขน ขังแบมแบมไว้ด้วยอ้อมกอดที่แข็งแรงและอบอุ่น มองใบหน้าหวานที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ด้วยความหลงใหล
"พี่มาร์คอยากถามอะไรเหรอครับ?"
"พี่ดีใจนะที่เรามีวันนี้ แล้วแบมล่ะรู้สึกยังไงบ้าง แบมมีความสุขเหมือนที่พี่มีความสุขมั้ย? "
"ถึงงานจะเหนื่อย ถึงแบมจะกลัวว่ามันจะล่มอยู่ตลอดเวลา แต่แบมมีความสุขมากๆ เลยนะครับ จริงๆ นะครับ" มาร์คยิ้มให้กับคำตอบที่มาจากคนน่ารักด้วยความเอ็นดู เขาเชื่อในสิ่งที่แบมแบมพูด เชื่อจริงๆ ว่าแบมแบมมีความสุข แต่เขาเองก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่เล็กน้อยถ้าไม่ได้พูดอะไรบางอย่างออกไป
"พี่ขอโทษนะที่ไม่อาจจะจำเรื่องราวในอดีตได้ แล้วก็ขอบคุณมากๆ ที่รอพี่และยินดีจะเริ่มต้นใหม่ไปกับพี่โดยที่ไม่ปล่อยมือกันไปเลย จนในที่สุดเราก็ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นคู่ชีวิตกันสักที ขอบคุณจริงๆ นะแบม"
"คนที่ควรขอบคุณคือแบมต่างหาก ขอบคุณที่พี่กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน แต่ว่าต่อจากนี้ แบมไม่อนุญาตให้พี่ไปไหนอีกแล้วนะครับ" แบมแบมยกแขนขึ้นคล้องคออีกฝ่าย ขยับตัวเข้าหาจนจมูกแทบจะชนกัน ใช้มือลูบที่หลังคออีกฝ่ายเบาๆเพื่อหยอกล้อ
"สัญญาด้วยชีวิตเลยว่าจะรัก จะดูแล คอยปกป้อง และตามติดยิ่งกว่าบอดี้การ์ดที่เมื่อก่อนพี่เคยอยากจะเป็นมาตลอดซะอีก" มาร์คเองก็ไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากัน ใครจะยอมให้แบมแบมแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว ร่างสูงเบียดตัวเข้าใกล้ กระซิบคำสัญญาที่ให้ได้ยินเพียงแค่สองคน แต่ดังไปก้องไปทั้งใจ เป็นสัญญาที่จะไม่มีวันทรยศต่อคนตรงหน้าและผิดสัญญาอย่างเด็ดขาด
"รักษาสัญญาด้วยนะครับ"
"ครับ"มาร์คไม่เพียงแค่ตอบ แต่ยังประทับตราและลงนามบนสัญญาด้วยรสจูบที่แสนหวาน การกระทำที่อ่อนโยนบนเตียงกว้าง
END PART
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น