วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ตอนพิเศษ BNyoung I






                ถ้าย้อนกลับไปตอนที่เราทั้งคู่ยังเด็ก เขายังจำพี่ชายใจดีที่มาช่วยเขาตอนที่จักรยานล้มได้เป็นอย่างดี พี่ชายที่ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้เขาและให้เขาขึ้นขี่หลัง พาเขาไปที่ม้านั่งในสวนเพื่อทำแผลที่เข่าให้เขาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
                ตอนนั้น...ที่ม้านั่งตัวนั้น...เราไม่มีคำพูดที่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาเลยสักคำ เขาจำได้ว่าเขาเอาแต่มองพี่ชายใจดีคนนั้นทำแผลให้เขาเบาๆ ไม่ให้เขารู้สึกเจ็บเลยสักนิด
                ถึงแม้ว่าความเงียบจะปกคลุมเราทั้งคู่ แต่เขากลับรู้สึกถึงความใจดีและความอบอุ่นของคนตรงหน้าอย่างน่าประหลาด
                หลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือมาให้ผมจับและพาผมกลับบ้าน ผมแปลกใจอย่เหมือนกันที่พี่เขามาส่งผมถูก และทันทีที่แม่บ้านเปิดประตูออกมารับ ผมถึงได้รู้ว่าเขาคือคุณชายคนโตของครอบครัวอิม เขาเป็นลูกชายของเพื่อนคุณพ่อของผมเอง
                เรารู้จักกันอย่างเป็นทางการในห้องรับแขกของบ้านผม เขาไม่ยิ้มเหมือนที่ผมยิ้มให้เขา ผมยังจำสายตาคู่นั้นที่หันกลับมาหาผมได้อยู่เลย
                ผมโบกมือลาช้าๆ แต่เขาทำเพียงแค่มองผมนิ่งๆ แล้วรีบวิ่งตามคนเป็นพ่อไปที่รถ
                “ตามฉันมาทำไม?” เขาถามผมที่หลบอยู่ข้างหลังเสา
                ทั้งๆ ที่ผมมั่นใจว่าเขาคงไม่เห็น แต่ไม่เลย เขาเดินมาหยุดอยู่ที่เสาต้นเดียวกับผม ระหว่างเรามีเพียงเสาต้นนั้นคั่นกลาง
                เราต่างไม่ได้พูดอะไร เขายืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ผมเองก็เหมือนกัน
                ทำไมไม่รู้...ทั้งๆ ที่เราไม่มีเสียงพูดคุย แต่ผมกลับรู้สึกชอบความรู้สึกตรงนั้น เพราะอย่างน้อย ผมก็ยังรู้ว่าเขายังยืนอยู่ตรงนั้น
                “รีบเข้าข้างในกันเถอะ เดี๋ยวคุณอาจจะเป็นห่วงเขาไม่ใช่คนที่พูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอะไร เขาไม่ได้พูดจาสุภาพเหมือนกับคนที่ผมเคยเจอ แต่ทำไมไม่รู้ ผมกลับอยากคุยกับเขา อยากได้ยินเสียงเขาเอามากๆ
                “พี่...พี่แจบอมครับ...รอจินก่อนเขาไม่ได้หันมารอให้ผมเดินไปอยู่ข้างๆ แต่เขากลับชะลอฝีเท้าลงจนเราห่างกันอยู่ไม่ถึงก้าว
                ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าแผ่นหลังกว้างๆ นี่จะปกป้องผมได้ อาจจะเป็นเพราะวันนั้นที่เขาพาผมขี่หลังแล้วไปทำแผลล่ะมั้ง
                “พี่แจบอมครับ ถ้าจินไปบอกคุณพ่อ...จินขอไปอยู่กับพี่ได้ไหมครับ?”
                “อีกไม่นานพี่จะต้องกลับแล้วเขาไม่ได้หันหน้ามามองผม เขาถึงไม่รู้ว่าผมรู้สึกยังไงที่โดนปฏิเสธ
                “เอาไว้วันหลังค่อยเจอกันใหม่
                แต่ผมกลับคิดผิด เพียงแค่เข้าพูดแค่นั้น ผมก็รู้สึกไปเองว่าเขาคงแคร์ผมอยู่ไม่น้อย
                “ครับ เราจะเจอกันอีกผมส่งยิ้มให้คนที่เดินจากผมไป ทิ้งไว้ให้ผมได้แต่ยืนมองเขาอยู่ตรงนี้
                หลังจากกลับจากงานคืนนั้น เช้ามาพ่อก็เรียกผมเข้าไปคุย บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก
                “พ่อมีอะไรจะบอกกับลูก จริงๆ พ่อไม่อยากทำแบบนี้เลยนะ พ่อหวังว่าตอนที่เราโตขึ้น เราจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อทำ
                “คุณพ่อกำลังพูดถึงอะไรครับ?” ผมกำลังไม่เข้าใจกับสิ่งที่พ่อกำลังจะสื่อ
                “พ่อกับฮันวอลคุยกันว่า เมื่อไหร่ที่ลูกเรียนจบ พ่อกับฮันวอลอยากให้ลูกชายของเราทั้งคู่แต่งงานกัน
                “จินกับพี่แจบอมน่ะเหรอครับหรือว่าเป็นพี่แจ็คสันกัน?”
                “ไม่ใช่แจ็คสันหรอกลูก แต่เป็นแจบอม ลูกชายคนโตของฮันวอล
                “แต่จินกับพี่แจบอมเป็นผู้ชายนะครับ
                “เป็นผู้ชายก็แต่งงานกันได้
                “แล้วพี่แจบอมรู้เรื่องนี้หรือยังครับ?”
                “รู้ตั้งแต่วันที่เขามาบ้านเราแล้ว” ผมนึกย้อนกลับไปในวันที่เราเจอกัน เขารู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าเขาต้องแต่งงานกับผม ที่เขาใจดีเพราะเราต้องแต่งงานกันรึเปล่านะ
                “เหลือเวลาอีกตั้งหลายปีให้เราทั้งคู่ได้ศึกษากัน พ่อคิดว่าพอถึงเวลาที่ทั้งสองคนต้องแต่งงานกันจริงๆ ลูกคงจะได้เรียนรู้กันมากพอ
                ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนั้นเรียกว่าอะไร อาจจะสับสนล่ะมั้งหรืออาจจะไม่เข้าใจกับอะไรทั้งนั้น แต่ทุกครั้งที่เราเจอกัน พี่แจบอมก็ยังคงเหมือนคนเดิมที่เราเจอกันครั้งแรก เขาเข้ามาในช่วงที่ผมกำลังอ่อนแอในหลายเหตุการณ์ เขาไม่เคยปลอบผมด้วยคำพูดสักครั้งแต่ก็อยู่ข้างๆ ให้อุ่นใจตลอด
                ผมไม่รู้ว่าเราผูกพันจากอะไร ทั้งๆ ที่เขาแทบจะไม่พูดอะไรกับผมสักเท่าไหร่ แต่ทำไมไม่รู้ เวลาอยู่ในที่คนเยอะๆ ผมกลับมองหาเขาเจอตลอด

BN’s Special Part 

                “อยากอ่านรึเปล่า เอาไปสิเขาพูดกับผมเสียงเบาและเร็วจนผมเหมือนจะไม่เข้าใจ แต่หนังสือเล่มที่เคยอยู่บนตักเขาถูกย้ายมาวางบนตักของผม
                “อ่านได้รึเปล่า?” ผมมองตัวหนังสือภาษาอังกฤษบนปก ก่อนจะเปิดดูข้างใน
                ตอนแรกก็คิดว่าคงจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม แต่เปล่าเลย มันเป็นหนังสือที่ถูกแปลมาเรียบร้อยแล้ว ผมมองลายมือหวัดๆ ไม่ได้เรียบร้อยอะไรที่เขียนลงบนคำศัพท์บางคำ
                ผมอ่านไปได้สักพักก็รู้สึกตาของผมจะเริ่มล้า ตั้งใจว่าจะงีบสักครู่ แต่ใครจะไปรู้ว่าผมจะหลับยาว ตื่นมาอีกที ก็มีผ้าห่มลายพีชสีชมพูหวานแหวว ที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครคลุมตัผมไว้อยู่
                แต่ช่างเถอะ จะเป็นของใครผมก็รู้สึกขอบคุณเขาที่เอามาห่มให้ผมคลายหนาวตลอดการเดินทางมาละกัน
                พวกผู้ใหญ่ได้นอนกันครอบครัวละห้อง เลยเหลือแค่ห้องนอนสำหรับเด็กแค่สองห้องเท่านั้น พี่แจ็คสันเลือกที่จะนอนกับพี่ชายตัวเอง ผมเลยเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องฝั่งตรงข้าม
                “ขอโทษครับผมไม่คิดว่าพี่แจบอมจะอยู่ในห้องนี้และกำลังจะถอดเสื้อ เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะจัดการตัวเองต่อ ไม่ได้สนใจผมที่เปิดประตูเข้ามาเท่าไหร่
                “จะเข้ามาก็เข้ามาสิ อย่าเปิดประตูทิ้งไว้ เดี๋ยวแมลงจะเข้าเขาเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว ทิ้งผมที่ใจเต้นแรง ให้ยืนงงอยู่คนเดียว ก่อนจะยกมือขึ้นลูบที่อกข้างซ้าย เพื่อหวังให้มันสงบลง แต่ทำไมยิ่งรู้จังหวะหัวใจตัวเอง ผมถึงได้หน้าแดงขนาดนั้นกัน
                พี่เขาเป็นผู้ชายนะจินยอง นายจะมาเขินอะไรกันเล่า!!
                “ยังอยู่ในห้องเหรอ นึกว่าออกไปข้างนอกแล้วพี่แจบอมออกมาพร้อมกับชุดคลุมอาบน้ำ เขาถามผมด้วยท่าทางปกติ ต่างจากผมที่รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลยสักนิด
                “ไม่รู้ว่าจะไปไหนดีน่ะครับ เลยนอนอ่านหนังสือครับผมชูหนังสือในมือให้พี่เขาดู
                “เรื่องนี้สนุกนะ พี่อ่านซ้ำตั้งสามรอบ
                “สนุกจริงๆ ครับ แป๊บๆ จินอ่านมาครึ่งเล่มแล้ว
                “ชอบอ่านหนังสือเหรอเรา
                “ก็อ่านได้ครับ ถ้าเจอเรื่องที่สนุกก็อ่านได้ไม่หยุดเลย บางทีแม่บ้านต้องมาตามตั้งหลายรอบให้ลงไปกินข้าว
                “ไม่คิดว่าจินยองจะชอบอ่านหนังสือ ปกติอ่านนักเขียนคนไหน
                “ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครหรอกครับ แค่เรื่องราวน่าสนใจจินก็อ่านได้หมด
                “พี่ชอบนักเขียนคนนั้น คนที่เขียนเล่มที่จินยองอ่านอยู่ ที่บ้านพี่มีอีกหลายเล่มเลย
                “งั้นถ้าจินจะขอยืมอ่านบ้างจะได้ไหมครับ
                “เอาสิ จริงๆ เล่มนั้น พี่ซื้อไว้อีกเล่ม เป็นเล่มที่ไม่เคยเปิดอ่านเลย ถ้าอยากได้เล่มที่อ่านอยู่พี่จะเอาเล่มใหม่ให้ เล่มนั้นมันเยินเกินไปแล้ว
                “จินขอเล่มนี้ไม่ได้เหรอครับ
                “ทำไมล่ะ ที่บ้านพี่มีเล่มที่ใหม่กว่านี้อยู่นะ
                “ในนี้มีคำแปลด้วย จินจะได้ไม่ต้องเปิดหาเองไงครับ
                “อย่างงั้นเหรอ ตามใจเราละกันเพราะพี่เขาไม่ได้พูดอะไรต่อแต่หันไปใส่เสื้อผ้าแทน ผมเลยต้องยกหนังสือขึ้นบัง ไม่อยากให้เขาอึดอัดใจ
                แต่เมื่อกี้ พี่แจบอมพูดกับผมเยอะมากเลยล่ะ เยอะกว่าทุกครั้งที่เราเจอกันอีก ผมดีใจได้ไหมที่เขาพูดกับผมเยอะขึ้น ต้องเป็นเพราะเรื่องหนังสือแน่ๆ เลย
                นี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมได้มาจากพี่แจบอมเลยล่ะ
                ในตอนเย็น เราทั้งสองครอบครัวจัดปาร์ตี้กันริมทะเล ผมนั่งกินจนอิ่มท้องก่อนจะขอตัวเข้าห้องเพราะเริ่มรู้สึกเหนียวตัวเต็มที อีกอย่างผมไม่ได้ชอบพวกของมึนเมาหรือกลิ่นบุหรี่ที่นานๆ ทีคุณพ่อจะหยิบมันออกมาสูบ
                ผมออกมาจากห้องน้ำโดยที่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนเข้ามาในห้องและไม่รู้ด้วยว่าทำไมไฟทั้งห้องถึงดับลงไปแบบนี้
                ไม่ทันที่จะเอื้อมมือไปเปิด ผมก็โดนใครบางคนล็อกตัวจากด้านหลัง
                เขาใช้มือของเขาปิดปากและกดตัวผมให้แนบชิดไปกับตัวของเขา ผมพยายามส่งเสียงและขัดขืนแต่มันก็ไม่เป็นผม เมื่อคนๆ นั้นทั้งตัวใหญ่และแรงเยอะกว่า
                “อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากตายผมรับรู้อาวุธที่จ่ออยู่ที่เอว
                ผมรู้สึกกลัวและขยะแขยงคนๆ นี้ ยามที่คนๆ นี้พยายามจะแตะต้องร่างกายผมแม้ว่าผมจะใส่ชุดคลุมอาบน้ำที่มิดชิด
                ผมกลัว กลัวมากจริงๆ ใครสักคน...ใครก็ได้ ได้โปรดมาช่วยผมที
                “คู่หมั้นของอิม แจบอมทำไมถึงได้นุ่มนิ่มแบบนี้ล่ะผมสะดุ้งทุกครั้งที่มันเอามือมาจับตัวผม ผมอยากจะพาตัวเองออกไปจากอ้อมกอดที่น่าขยะแขยงนี้ ผมรังเกียจเขา
                “ไหนลองดูสิว่านายมีอะไรดีเขากระตุกปมเชือกให้คลายออก แม้ผมจะขัดขืนแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะทำให้เชือกมันหลุดออกง่าย
                งับ!!
                เพราะมันมัวแต่ยุ่งกับชุดคลุมของผม ผมเลยอาศัยจังหวะนี้กัดเข้าไปที่มือของมันเต็มแรงหวังให้มันปล่อยผมและผมจะวิ่งหนีไปให้คนนอกบ้านช่วยผม
                “โอ๊ยยย
                “ช่วยด้วยยย ใครก็ได้ช่วยด้วยยย
                พลั่ก!!
                เพียะ!!
                “แสบหนักนะมึง!!
                เขาต่อยเข้าที่ท้องผมจนจุกไปหมด มันเจ็บและน่ากลัวเกินกว่าผมจะบรรยายออกมาได้ ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน
                ใครก็ได้ ใครสักคน เข้ามาช่วยผมที
                ปัง!!!
                ปัง! ปัง! ปัง!
                ก่อนที่ร่างของมันจะล้มทับตัวผม ร่างทั้งร่างของมันก็ถูกผลักออกไปไกล ส่วนตัวผมก็เหมือนลอยออกมาจากตรงนั้น
                ผมไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกแล้ว เมื่อกี้มันน่ากลัว น่ากลัวเกินไป
                “พี่อยู่ตรงนี้ อย่าหันไปมองเขาดันศีรษะผมให้แนบชิดกับอกของเขา ผมเลยไม่รู้ว่าข้างหลังของผมมันเกิดอะไรขึ้น นอกจากฝ่ามือที่ค่อยๆ ลูบอยู่บนหลังของผม
                “หลับตาซะจินยอง หลับตาลงแผ่นอกของเขาถูกแทนที่ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
                พี่แจบอมมองหน้าผมนิ่งก่อนจะสั่งผมหลับตาลง
                ผมยอมทำตามที่เขาบอก ผมยอมทุกอย่าง แค่อย่าให้ผมได้เจอกับอะไรแบบเมื่อกี้อีก
                ชุดคลุมที่ผมเคยเกือบถูกถอดออกมันถูกใส่และมัดเชือกจนแน่น ก่อนที่ตัวผมจะถูกอุ้มพาออกจากห้องนี้
                “ลืมตาเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว รอตรงนี้ก่อนได้ไหม?”
                ไม่! ผมรอไม่ได้หรอก ผมจะรอได้ยังไง เมื่อกี้ตอนผมอยู่คนเดียว….
                “โอเค พี่จะเรียกแจ็คสันกับแบมแบม…”
                “พี่แจบอม...จินไม่อยากอยู่กับคนอื่น…” เสียงของผมกำลังสั่น ผมรู้ว่ามันสั่นจนแทบจะเหมือนเสียงสะอื้น พี่แจบอมอาจจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ได้โปรดเถอะ ช่วยฟังมันออกที ผมกลัว ถ้าต้องอยู่คนเดียวแล้วมันเกิดอะไรขึ้นแบบเมื่อกี้อีก ผมไม่โอเค...ไม่โอเคเลยสักนิด
                “พี่ต้องไปจัดการมัน รออยู่ตรงนี้ พี่สัญญาว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบเมื่อกี้เกิดขึ้นอีก
                “ครับ…” ผมปล่อยมือที่เคยยื้อเขาไว้ ก้มหน้ายอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น พี่เขาบอกว่าไม่เป็นไร ก็จะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
                ฮึก!
                “จินยอง เงยหน้ามามองพี่
                ผมยอมทำตามที่เขาบอก ไม่คิดจะเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างน่าอาย เพราะผมไม่คิดจะอายอะไรอีกแล้ว ถ้าเมื่อกี้พี่แจบอมไม่เข้ามา เรื่องน่าอายมากกว่านี้จะเกิดขึ้นกับผม
                “พี่ไม่ไปแล้ว
                ฮืออออออออออออ


BN’s Special Part

                หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมันก็ผ่านมาเกือบสองปีแล้วมั้ง สองปีที่ผมกับบ้านอิมไม่ได้ไปที่นั่นอีก เพราะผมเองก็ไม่อยากจะไปในสถานที่ที่มีความทรงจำแย่ๆ ของผมอยู่
                วันนี้พี่แจบอมกำลังจะกลับจากญี่ปุ่น ผมจำได้ว่าเขาไปวันไหนกลับวันไหน เพราะก่อนวันที่เขาจะเดินทางประมาณสองวัน เขามารับผมไปกินข้าวเพราะคุณลุงสั่ง
                เขาบอกผมว่าอย่างนั้น
                ในตอนที่ผมกำลังจะปิดไฟนอนแต่เพราะเสียงแจ้งเตือนมันดังขึ้นมาตอนตีหนึ่งสิบห้านาที ผมเลยต้องเอื้อมไปหยิบมันมา เวลานี้คงไม่มีใครส่งอะไรมาหาผมหรอก ถ้าไม่ใช่แบมแบมน่ะ
               ไปรับพี่แจบอมกันมั้ยจินยอง
                เพียงแค่นั้นจากที่จะเข้านอนผมกลับตาสว่างขึ้นมาเสียอย่างนั้น ผมไม่รู้ว่าความเร็วการพิมพ์ของผมมันเพิ่มขึ้นขนาดนี้ได้อย่างไง แต่แบมแบมที่ว่าพิมพ์เร็วแล้ว ยังตอบผมไม่ทัน เลยเลือกที่จะกดโทรมาแทน
                กว่าผมจะได้นอนก็เกือบตีสาม มันเลยทำให้ผมตื่นสายยังไงเล่า!!
                นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผมตื่นสายแบบนี้
                “พี่แจบอมสวัสดีครับแบมแบมปล่อยมือจากผมแล้วยกมือไหว้พี่ชายตัวเอง ก่อนจะเดินเคียงข้างกันไป ส่วนผมก็ไม่กล้าพอที่จะพาตัวเองไปอยู่อีกข้างของพี่เขา เลยเลือกที่จะเดินตามหลังคนทั้งคู่แทน แม้แบมแบมจะพยายามเรียกและชี้ให้ผมไปเดินข้างๆ พี่แจบอมก็ตาม
                จริงๆ ผมอยากถามพี่เขามากเลยล่ะครับว่าเรื่องงานเป็นยังไงบ้าง มันราบรื่นดีรึเปล่า พี่เขาเหนื่อยมากมั้ย ได้นอนพักบ้างมั้ย แล้วอากาศที่นู่นเป็นยังไงบ้าง
                หลายคำถามที่ผมอยากจะถามออกไปแต่ก็ไม่กล้าที่จะถาม เพราะเขาแทบจะไม่มีมาฟังในสิ่งที่ผมอยากจะถามเลย เขาเอาแต่คุยงานกับพี่แทคยอน หรือบางทีก็โทรคุยกับคนอื่นที่ผมไม่รู้จักชื่อ
                ก็ได้แต่แอบมองเขาไปแบบนั้น แล้วก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
                “เดี๋ยวไปส่งจินยองก่อนแล้วค่อยกลับบ้านผมได้ยินพี่แจบอมบอกกับคนขับรถแบบนั้น
                “พี่แจบอมครับ แบมเพิ่งนึกออกว่าแบมลืมซื้อผ้าพันคอที่จะเอาไปจีน แบมขอแยกไปกับพี่ยิมได้ไหมครับ?”
                “แบมแบม งั้นเราขอ…” ผมคิดว่าแบมแบมจะต้องช่วยผมเรื่องพี่ชายเขา แต่ต้องไม่ใช่แบบนี้สิ แบมแบมจะทิ้งผมไว้กับคนที่กำลังมีงานให้คิดอยู่เต็มหัวแบบนี้ไม่ได้นะ
                “จินยองให้พี่แจบอมเขาไปส่งเถอะ เดี๋ยวมันจะดึกไปมากกว่านี้แล้วคุณอาจะเป็นห่วง พี่แจบอมครับฝากส่งจินยองด้วยนะครับ ไปกันเถอะครับพี่ยิม
                “แบ่งคนไปดูแลคุณหนูเพิ่มอีก
                ผมเลือกที่จะนั่งติดประตูอีกฝั่ง เว้นระยะห่างระหว่างตัวผมกับคนบ้างานคนนั้น ถ้าเขาอยากจะทำงานก็ทำไปเถอะ อยากจะทำอะไรก็เชิญเลย ตามสบาย ผมจะไม่สนใจก็ได้ แต่ตามันกลับไม่รักดี ดันไปแอบมองเขาอยู่บ่อยๆ ส่วนใจของผมมันก็กลับเรียกร้องให้เขาหันมาสนใจผมบ้าง...สักนิดก็ยังดี
                รถของตระกูลอิมขับเข้าไปจอดหน้าคฤหาสน์ของตระกูลปาร์คในเวลาเกือบสองทุ่ม ผมรีบลงจากรถที่มันเงียบเสียจนผมอึดอัด
                “ขอบคุณนะครับพี่แจบอมที่มาส่งก่อนจะลงผมก็ไม่ได้ลืมที่จะขอบคุณคนที่นั่งรถมากับผมด้วยหรอกนะ ผมคิดว่าพ่อแม่ผมคงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ ถ้ามีใครตามด่าทีหลังว่าสอนผมไม่ดี
                “คุณอาอยู่มั้ย?”
                “น่าจะอยู่ครับ เชิญข้างในบ้านดีกว่าครับผมหลีกทางให้พี่เขาเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนผมน่ะเหรอ ก็ได้แต่เดินตามหลังเขาอยู่แบบนี้นั่นแหละ
                ผมว่าแล้วว่าเขาคงไม่ได้อยากมาส่งผมนักหรอก คนอย่างเขาบังคับจิตใจได้ที่ไหนกัน ที่แท้ที่นั่งรถมากับผม ก็เป็นเพราะเขาอยากคุยกับคุณพ่อนี่เอง
                ผมเป็นคนยกของว่างเข้ามาเสิร์ฟให้กับทั้งคุณพ่อและพี่เขา เพราะคุณแม่สั่งให้ผมยกมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ท่านก็บอกเด็กในบ้านก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ ท่านให้ผมมาก็คงอยากให้ไดเอยู่ใกล้ๆ พี่แจบอมที่ไม่เคยสนใจผมเลยสักนิด
                “ยังไงว่างๆ ก็มากินข้าวที่บ้านอาก็ได้ คุณอาหญิงก็ทำอาหารอร่อยไม่ต่างจากแม่ของเราหรอกแจบอม
                “เอาไว้มีโอกาสผมจะมาฝากท้องแน่นอนครับ
                “จินยองเข้ามาพอดีเลย เอาของว่างมาใช่มั้ย เอามาวางตรงนี้เลยลูก
                “ดื่มชาเสียก่อนสิ กำลังร้อนๆ เลย…” ผมเดินออกมาจากห้องทันทีที่เขาเริ่มที่จะคุยเรื่องน่าปวดหัวกันอีกครั้ง อยู่ไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง และดูเหมือนว่าพี่แจบอมเองก็คงไม่ได้อยากจะให้ผมอยู่ฟังเท่าไหร่ ดังนั้นผมออกมาจากตรงนั้นน่าจะดีที่สุดนั่นแหละ
                ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงพี่แจบอมกับคุณพ่อก็เดินลงมาจากชั้นสอง คุณแม่ของเลยออกไปทักทายและไม่ลืมที่จะพาผมออกไปด้วย
                “จินยองเดินไปส่งพี่เขาหน่อยสิลูก
                “ขอบคุณนะครับที่มาส่งผมที่บ้านผมเอ่ยปากขอบคุณเข้าอีกรอบ ไม่ได้หวังว่าจะคุยอะไรกันต่อหรอก เพราะเขาก็คงจะอยากจะรีบกลับบ้าน เพราะเรื่องที่ต้องคุย เขาคงคุยกับคุณพ่อจนหมดแล้วแหละมั้ง
                “ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณที่เดินมาส่ง กลับเข้าบ้านเถอะ
                “ครับ
                “เดี๋ยวก่อนจินยอง
                “ครับ?”
                “พี่ลืมไปว่าซื้อของมาให้ เห็นคุณอาเคยบอกว่าเราพอจะอ่านภาษาญี่ปุ่นได้ พี่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไรมาให้เลยซื้ออันนี้มาฝาก รับไปสิ
                “หนังสือเหรอครับ?”
                “ถ้าไม่ชอบก็เก็บไว้ประดับห้องก็ได้ พี่ไปแล้วนะ
                “ครับ ขอบคุณครับถึงจะไม่ชอบอ่านแต่ถ้าพี่แจบอมเป็นคนให้ ผมจะลองเริ่มอ่านมันดูก็ได้ แม้จะเป็นนักเขียนที่ผมอ่านหนังสือของเขาแล้วไม่เข้าใจก็ตาม
                หลังจากวันนั้นไม่นาน แบมแบมก็ต้องเดินทางไปประเทศจีนตามที่พี่แจบอมสั่ง ผมเลยคิดว่าจะไปส่งแบมแบมเสียหน่อย
                ถึงแบมแบมจะแสดงออกว่าร่าเริงมากแค่ไหน แต่ผมก็รู้ดีว่าเพื่อนสนิทของผมคนนี้ เหงาแค่ไหนเหมือนกัน
                ผมกอดลาเพื่อนสนิทที่จะต้องเดินทางไกล โบกมือให้เบมแบมและส่งยิ้มให้กำลังใจเพื่อนตัวเอง ก่อนจะลดมือลงทันทีที่เพื่อนสนิทลับสายตาไป
                “สนใจเข้าบริษัทกับลุงมั้ยจินยอง?” คุณลุงฮันวอลในสายตาผมก็ยังเป็นคนที่อบอุ่นเสมอ ท่านถามผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและรอยยิ้มแสนอบอุ่นเหมือนกับทุกครั้ง
                “ถ้าไม่ติดธุระอะไรก็ไปหาแจบอมมันหน่อยดีมั้ย?”
                “ก็ได้ครับคุณลุง
                ตึกสูงระฟ้าที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ด้านล่างของตึกหลายชั้นเป็นห้างสรรพสินค้าที่ผมกับแบมแบมชอบมาเดินด้วยกันบ่อยๆ ส่วนด้านบนเป็นสำนักงาน ผมเดินตามเจ้าของตึกไปยังลิฟต์ของผู้บริหาร ไม่นานก็ถึงชั้นที่พี่แจบอมทำงาน
                ถามว่าผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็เพราะผมเคยมาที่นี่อยู่หลายครั้งเหมือนกัน
                “สวัสดีครับ พี่แจบอมว่างรึเปล่าครับ?”
                “สวัสดีค่ะคุณหนูจินยอง คุณแจบอมอยู่ข้างในค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะเรียนให้ท่านทราบว่าคุณมาหา
                “รบกวนด้วยนะครับ
                “เชิญด้านในเลยค่ะคุณจินยอง บอสว่างอยู่พอดี
                ผมเอื้อมมือไปเปิดประตูบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า เปิดเข้าไปก็เจอกับร่างสูงของพี่เขาที่ยืนอยู่ที่หน้าต่าง พี่แจบอมดูเหมือนกำลังใช้ความคิดกับอะไรสักอย่างอยู่เลย
                ผมมักจะเห็นพี่เขาเป็นแบบนี้บ่อยๆ เวลาที่ต้องคิดงานหรือใช้ความคิดกับอะไรสักอย่าง พี่เขาจะเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปไกลๆ
                แล้ววันนี้ที่ผมมา...ผมมากวนเขารึเปล่านะ
                ผมควรเดินออกจากห้องนี้ดีมั้ย มันจะได้ไม่รบกวนพี่เขา
                ผมกระชับกระเป๋าในมือเพื่อเตรียมตัวจะเดินออกไป ถ้าไม่ติดว่าผมเหลือบเห็นอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก
                ช่อดอกไม้งั้นเหรอ?
                ตอนเปิดประตูเข้ามาผมไม่ทันสังเกตเห็นมัน แต่ตอนนี้มันกลับเด่นที่สุดบนโต๊ะรับแขกภานในห้องของพี่แจบอม
                “ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอ?” เสียงของพี่เขาทำให้ผมต้องละสายตาจากดอกไม้ช่อโตไปมองพี่เขาแทน
                “สวัสดีครับผมเลือกจะเดินเข้าไปในห้อง เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานเขา เพราะไม่รู้ว่าควรเอาตัวเองไปที่ไหน ถ้าไปนั่งตรงโซฟารับแขก ผมคงจะไม่ได้โฟกัสที่พี่เขาเลย แต่คงจะสนใจมันแทน
                “กลางวันนี้ว่างรึเปล่า?”
                “ครับ?”
                “ไปกินข้าวกันมั้ย?” คำชวนของพี่แจบอมมันทำให้ผมเหมือนจะลืมทุกเรื่องที่กำลังกังวล ไม่บอกนักที่เขาจะเอ่ยปากชวนให้ผมไปไหนมาไหนกับเขา มันเลยอดที่จะดีใจไม่ได้ ที่วันนี้เขาชวนผมไปทานข้าว โดยที่คุณลุงไม่ได้สั่ง
                “ว่าไง ไปมั้ย
                “ครับผมระบายยิ้มออกมานิดๆ ความดีใจที่มันเกิดขึ้นหลังจากฟังคำชวนของเขา มันปิดไม่มิดหรอก ผมรู้ตัวไม่ต้องให้ใครมาแซว
                “งั้นรอพี่ก่อนนะ ขอเคลียร์เอกสารตรงนี้ก่อนพี่เขานั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม ส่วนผมก็คงต้องไปนั่งที่โซฟาชุดนั้น เพราะถ้านั่งเก้าอี้ตรงข้ามพี่เขา มันคงจะดูเกินไปหน่อย
                “ดอกไม้นี่ของใครเหรอครับ?” นั่นไง ผมบอกแล้วใช่มั้ย ถ้าผมมานั่งตรงนี้ ผมจะโฟกัสที่ดอกไม้ แล้วพลั้งปากถามออกไปจนได้
                “ลูกค้าน่ะ เลขาของพี่เตรียมเอาไว้ให้เขาไม่ได้เงยหน้ามาสบตาผมหรอก เขายังคงตั้งใจเซ็นเอกสารตรงหน้าต่อไป
                “เหมือนเพิ่งมาส่งเลยนะครับ
                “อืม เพิ่งมาส่งได้ไม่นานหรอก
                สงสัยลูกค้าคนนี้คงจะชอบดอกไม้มั้งครับ มันถึงได้ดูสวยและดูแพงขนาดนี้ และถ้าให้เดาลูกค้าคนนี้ เธอคงจะเป็นผู้หญิงสินะ
                เฮ้อ ผมควรชินสิ เขาแค่ไปหาลูกค้าเอง แต่ทำไมในใจถึงได้เจ็บแปล๊บๆ แบบนี้ล่ะ
                “ไปกันเถอะ
                “เสร็จแล้วเหรอครับ
                “อืมพี่เขาตอบรับสั้นๆ แล้วเดินตรงมาหาผม ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบดอกไม้ช่อนั้นขึ้นมา ถือมันอย่างทะนุถนอมแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
                มันคงไม่แปลกใช่มั้ย ถ้าผมจะขมวดคิ้วใส่เขา
                ก็ผมไม่เข้าใจจริงๆ นี่ว่าเขาจะถือมันไปด้วยทำไม หรือเขาต้องไปพบลูกค้าหลังจากที่ต้องไปทานข้าวกับผม ถ้าอย่างนั้นเขาควรจะฝากเลขาเขารึเปล่า?
                “อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?”
                “ไม่มีครับ แล้วแต่พี่แจบอมเลยครับ
                “งั้นก็ดี
                พี่แจบอมเดินนำผมไปที่รถของเขามันยิ่งทำให้ผมไม่เข้าใจเข้าไปอีก ไม่ใช่เขาจะถือมันเข้าไปร้านกับผมด้วยหรอกนะ ถือไปถือมาแบบนี้มันจะดีเหรอ หรือถ้าทิ้งไว้ที่รถมันยังจะอยู่ในสภาพที่ดีใช่มั้ย
                ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่ทะเลกับมอเตอร์ไซต์คันเก่าคันนั้นเมื่อหลายปีก่อน ผมยังไม่เคยเห็นเขาขับรถมาก่อนเลยนะ
                “ขึ้นรถสิเขาพูดแค่นั้น ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่มีสิทธิ์ต่อต้านหรือปฏิเสธ ผมเข้าไปนั่งพร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย พร้อมที่จะออกเดินทางไปกับเขา เขาวางดอกไม้ช่อนั้นไว้ที่เบาะด้านหลัง ผมมองมันด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่อยากจะถามอะไรออกไปอีก
                “เราจะไปที่ไหนกันเหรอครับ?”
                “ร้านอาหารญี่ปุ่น ทำไมถึงมองพี่แบบนั้น ไม่ชอบเหรอ?”
                “เปล่าครับ ผมแค่แปลกใจว่าทำไมวันนี้พี่ถึงไม่ให้ใครขับรถให้นั่งน่ะครับ
                “เดี๋ยวก็รู้เองแหละ
                มันคือประโยคที่ทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ควรถามให้มากความ ผมเลยได้แต่นั่งนิ่งๆ จนถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่พี่เขาอยากจะพามาทาน
                “เข้าไปข้างในก่อนเลย บอกชื่อพี่ เดี๋ยวพนักงานก็พาไป
                “ครับผมเดินเข้าไปในร้านพร้อมบอกชื่อพี่แจบอมกับพนักงาน เธอเดินนำผมไปยังห้องด้านในสุด ก่อนจะเปิดมันออกเบาๆ
                คิ้วของผมขมวดเป็นปมอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับใครบางคนที่นั่งอยู่ในห้อง ผู้หญิงหน้าตาสะสวยในสุดชุดรัดรูปที่เสริมให้เห็นรูปร่างของเธอชัดเจน ใบหน้าหวานที่ถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ ช่างเหมาะกับเธอและยิ่งทำให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูน่ารักเข้าไปอีก
                “เอ่อ...พาผมมาผิดห้องรึเปล่าครับผมหันไปถามพนักงานที่ยังคงยืนอยู่ไม่ห่าง
                “มีอะไรกันรึเปล่า?” ผมหันไปตามเสียงของคนที่พาผมมา พี่เขายังคงถูกช่อดอกไม้มาอย่างทะนุถนอม เป็นภาพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นแหละ
                “ขอโทษครับที่ผมมาช้า...เข้าไปข้างในเถอะจินยองประโยคแรกพี่เขาไม่ได้พูดกับผมหรอก เขาพูดกับคนในห้องที่ยิ้มกว้างส่งให้พี่แจบอม
                “ดอกไม้ของคุณครับดอกไม้ช่อสวยที่ผมเห็นมันตั้งแต่อยู่ในห้องทำงาน มันถูกยื่นให้กับผู้หญิงคนเดียวที่นั่งอยู่ในห้อง เธอรับมันพร้อมกับมอบยิ้มแสนหวานให้กับพี่แจบอมอีกครั้ง
                ผมมาทำอะไรตรงนี้กันนะถึงเขาจะบอกว่าเป็นลูกค้าแต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าสายตาที่เธอใช้มองและรอยยิ้มที่เธอมอบให้กับพี่เขามันไม่ใช่แค่นั้นเลยล่ะ ที่พี่เขาชวนผมออกมากินข้าวก่อน ชวนผมโดยที่ไม่ถูกคุณลุงบังคับ มันเป็นเพราะเขาต้องการให้ผมมาเห็นอะไรแบบนี้เหรอ
                รู้มั้ยครับว่าตั้งแต่ผมรู้จักกับพี่แจบอมมา ผมยังไม่เคยได้รับดอกไม้จากเขาเลยสักครั้ง เราแทบไม่เคยแลกของขวัญกันเลย ถ้าไม่นับหนังสือเล่มนั้นตอนเราไปทะเล หรือหนังสือที่เขาเอามาจากญี่ปุ่น มันไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับผมเลย
                “ไม่คิดจะแนะนำคนข้างๆ ให้ฉันรู้จักหน่อยเหรอแจบอมเธอมองผมด้วยสายตาแบบไหน ผมก็อ่านไม่ออก และไม่คิดจะสนใจเท่าไหร่นัก เพราะในตอนนี้ภาพที่ผมเห็นในหัว มันมีแต่ภาพที่พี่แจบอมค่อยๆ ให้ดอกไม้กับเธอ
                เจ็บชะมัด
                “จินยองน่ะ เป็นลูกชายของเพื่อนป๊า จินยองนี่แจนเป็น…”
                อืม ผมคงมีสิทธิ์เป็นได้แค่น้องชายของเพื่อนคุณพ่อเขาเท่านั้น ผมไม่มีสิทธิ์ถูกเขาแนะนำกับใครต่อใครหรอกว่าจริงๆ แล้ว นอกจากผมจะเป็นลูกของเพื่อนพ่อแล้ว ผมยังเป็นอะไรอีก
                ผมควรจะชินสักทีสิกับประโยคอะไรแบบนี้
                แต่ทำไมผมถึงไม่ชินกับมันเลยวะ
                “คนพิเศษของแจบอมจ้ะ
                คนพิเศษ...งั้นเหรอ? แล้วที่เขาบอกว่าเป็นลูกค้า เขาโกหกผมใช่มั้ย?
                จริงอยู่ที่เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันตอนนี้ และระหว่างเราก็ไม่เคยตกลงว่าระหว่างที่ยังไม่ได้แต่งงานเราจะห้ามคบกับใคร แต่มันใช่เรื่องหรอครับที่ผมต้องมารับรู้อะไรแบบนี้ และแสดงออกอะไรไม่ได้เลย
                ทั้งๆ ที่หัวใจของผมมันมีแต่เขามาตลอด แต่ในใจของเขากลับมีใครก็ได้ใช่มั้ย\
                เฮอะ! ไม่น่าล่ะ ผมถึงมีสิทธิ์เป็นได้แค่น้องชายเขาในสายตาของคนอื่นๆ 
                เมื่อไหร่นายจะจำกับความเจ็บแบบนี้สักที ปาร์ค จินยอง
                “สวัสดีครับรอยยิ้มที่ผมมอบให้เธออาจจะเป็นรอยยิ้มที่ดูน่าเกลียดก็ได้ เพราะผมไม่คิดว่าตอนนี้ผมจะบังคับตัวเองให้ยิ้มได้อย่างเต็มหน้าเท่าไหร่
                “สั่งอาหารเถอะ เธอคงหิวแล้ว
                “รู้ใจฉันตลอดเลยนะ น้องจินยองชอบอาหารญี่ปุ่นมั้ยจ๊ะ พี่ชอบมากเลย แล้วร้านนี้จองยากมากๆ แต่พี่แค่บอกแจบอมว่าอยากมาทาน เขาก็จัดการได้ตลอด เก่งเนอะ
                ใช่ เก่ง เขาเป็นคนเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะใจร้ายกับผมได้เก่งด้วย
                ถึงผมจะเก็บความรู้สึกเก่ง แต่พอเป็นเรื่องพี่แจบอม ผมคิดว่าผมไม่เคยปิดมันมิดเลยนะครับ แต่ทำไมกัน ทำไมเหมือนพี่เขามองไม่เห็นมันเลยล่ะ หรือจริงๆ แล้วพี่เขาเลือกที่จะไม่มองมันเลย เขาถึงได้คิดว่าการพาผมมาเจอคนพิเศษของเขา ผมจะไม่รู้สึกอะไร
                “จริงๆ พี่รู้สึกคุ้นหน้าจินยองนะ เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่า?”
                “ไม่น่าจะเคยมั้งครับ
                “งั้นเหรอ แล้วจินยองรู้จักกับแจบอมนานรึยังจ๊ะ?”
                “เธอจะอยากจะรู้ไปทำไมกัน?” นี่ไม่ใช่เสียงของผมหรอก แต่เป็นเสียงของพี่แจบอมที่นั่งเงียบๆ มานานแล้วต่างหาก
                “ฉันก็อยากรู้นี่ว่ามีเรื่องอะไรของแจบอมที่ฉันไม่รู้บ้าง ฉันไม่อยากตกข่าวหรอกนะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้ามันเกี่ยวกับแจบอม ฉันก็อยากรู้หมดแหละ
                น่าอิจฉาเขานะครับ เขาสามารถรู้เรื่องของพี่แจบอมได้ทุกเรื่อง ส่วนผมแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เขาเลย บางทีแค่ถามอะไรเขาไป เขายังไม่อยากจะตอบเลยด้วยซ้ำ
                “ว่าไงจ๊ะจินยอง รู้จักกับแจบอมมานานแค่ไหนแล้ว นานพอที่จะรู้จักกับว่าคู่หมั้นของแจบอมรึเปล่า?”
                “พอได้แล้วแจน
                “ทำไมล่ะ ฉันก็อยากรู้นี่ เรื่องนี้ใช่ว่านายจะยอมบอก ปิดซะมิดเชียวนะ ฉันเลยอยากจะลองถามจากคนที่สนิทนายนี่ไง เผื่อจะได้คำตอบ
                เขาคงอายใช่มั้ยว่าคู่หมั้นเขาเป็นใคร
                ก็คงอายสินะ ในเมื่อผมไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ได้สวยหรือน่ารักแบบผู้หญิงตรงหน้าผมสักนิด ถ้าเป็นเธอ พี่แจบอมคงจะกล้าบอกคนนู้นคนนี้
                “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ
                “ตามสบายเลยจ้ะ
                ผมจะทนนั่งต่อไปได้ยังไง ผมจะทนมองพี่เขากับแฟนเขาทำไม ผมไม่ควรทรมานตัวเองสิ แค่นี้มันก็เจ็บจนจะซ่อนน้ำตาไว้ไม่ได้แล้ว
                เขามีแฟนแล้ว ตัดใจซะจินยอง นายจะมัวแต่ฝันลมแล้งๆ ว่าเขาจะหันมาสนใจ วันนี้ก็ได้เห็นแล้วไม่ใช่หรือไงว่าเขาก็มีคนที่เขารักจริงๆ อยู่ เขาทำถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะไปรักเขาอยู่ได้ หน้าไม่อายจริงๆ
                ผมเฝ้าบอกตัวเองอย่างนั้นมาเป็นอาทิตย์ แต่จนแล้วจนรอด ผมกลับมานอนร้องไห้ในห้องทุกครั้งที่คิดถึงมัน
                เสียงโทรศัพท์ปลุกผมให้ออกจากภวังค์ ปกติเวลานี้ไม่มีใครโทรมาหาผมหรอก แต่ชื่อบนหน้าจอทำเอาผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงหาผมตอนนี้
                “ครับ
                [อยู่ที่โรงเรียนแล้วสินะ]
                “ครับ
                [เย็นนี้ว่างรึเปล่า?]
                “ทำไมครับ?”
                [...]
                “ถ้าไม่มีอะไร ผมขอวางสายนะครับ
                [ถ้าว่างพี่จะรับไปกินข้าว]
                “ขอโทษครับ พอดีว่าจินต้องอ่านหนังสือสอบ คงจะไปไม่ได้ ขอโทษนะครับผมพูดไปก็กำกางเกงตัวเองแน่น กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะจับน้ำเสียงผมได้
                [รู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่ได้ว่างบ่อยๆ]
                “ครับ
                รู้สิ นอกจากทำงานแล้ว เขายังต้องหาเวลาไปหาแฟนเขาอีก ทำไมผมจะต้องไม่รู้ล่ะ หรือว่าพี่เขาเห็นว่าผมยังเด็ก ผมคงไม่ได้รู้ประสีประสาอะไร คงจะไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น
                แต่ขอโทษเถอะครับ ถ้าผมไม่เข้าใจ ผมจะเจ็บแบบนี้เหรอ?
                [ออกมาทานข้าวกันสักชั่วโมงสองชั่วโมงไม่ได้เหรอ?]
                “พี่แจบอมช่วยบอกคุณลุงตามที่จินบอกไปนะครับ จินว่าคุณลุงน่าจะเข้าใจนะครับ แค่นี้ก่อนนะครับ จินต้องไปคุยกับเพื่อนเรื่องงาน
                ผมรู้ว่าการโกหกมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี และผมกำลังเป็นเด็กไม่ดี แต่ถ้าผมไป ผมเองก็คงรู้สึกไม่ดีเช่นกัน ทุกคนเข้าใจผมใช่มั้ยครับ
                ผมไม่พร้อมจะเจอพี่เขาตอนนี้...ไม่พร้อมเลยสักนิด
                ผมเดินลงมาข้างล่างก็พบว่าแทบจะไม่มีโต๊ะเหลือเลย ทุกที่มีคนจับจองกันหมดแล้ว สงสัยผมคงต้องซื้อแค่แซนด์วิชกับนมสักกล่องแหละมั้ง
                “ขอโทษครับคุณจินยองทันทีที่ผมจะหมุนตัวเดินออกจากโรงอาหาร ทำเอาผมเกือบชนเข้ากับผู้ชายที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี แต่ก็ทำให้ผมตกใจได้ที่อยู่ๆ เขาก็มาอยู่ข้างหลังผมแบบนี้
                “พอดีนายให้มารับคุณจินยองไปทานข้าวน่ะครับ
                “ครับ?”
                “คุณจินยองมีสอบย่อยตอนบ่าย ผมเลยไปทำเรื่องขอสอบก่อนให้แล้วครับ เชิญไปที่ห้องของจินยองดีกว่านะครับ คุณจินยองจะได้มีเวลาสอบเต็มที่
                “เดี๋ยวนะครับ ผมยังไม่ตกลงเลย
                “แต่ผมทำเรื่องพาคุณจินยองออกจากโรงเรียนเรียบร้อยแล้วนะครับ และนายก็สั่งมาให้ผมพาตัวคุณจินยองไปให้ได้
                ผมรู้ว่าพี่เขาเป็นคนที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะต้องทำถึงขนาดนี้
                “เชิญครับคุณจินยองผมเดินตามเขาไปจนถึงห้องเรียนของตัวเอง ผมมองข้อสอบที่ผมต้องทำในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า แต่ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าผมแล้ว
                “เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับคุณจินยอง ไปกันเถอะครับ
                ร้านอาหารตรงหน้า เป็นร้านที่ผมเคยมากับแบมแบมครั้งหนึ่ง เป็นร้านที่อร่อยแต่ราคาก็แพงเช่นกัน ผมกับแบมแบมเลยมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ
                “เชิญทางนี้ครับคุณจินยองผมเดินตามเขาไปจนถึงโต๊ะที่พี่แจบอมนั่งอยู่คนเดียว
                “สวัสดีครับ
                “ทำไมถึงมาช้าขนาดนี้กันล่ะฌอน?”
                “มีปัญหานิดหน่อยครับ แต่ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับพี่แจบอมแค่พยักหน้าให้กับคนสนิทของเขา และพี่คนที่ชื่อฌอนก็เดินออกไป ทิ้งไว้แค่ผมกับพี่แจบอมเท่านั้น
                “พี่สั่งอาหารไว้แล้ว หวังว่าเราคงจะชอบ
                “ขอบคุณครับ
                “ที่วันนั้นบอกว่าป่วย...หายแล้วเหรอ?”
                เขาก็ถามตามมารยาทไปเท่านั้นแหละจินยอง ที่เขามาวันนี้อาจจะเพราะคุณลุงสั่ง ไม่ก็อาจจะกำชับผมเรื่องของเขากับผู้หญิงคนนั้นก็ได้
                “ครับ พี่แจบอมมีอะไรจะพูดกับจินรึเปล่าครับ เข้าประเด็นได้เลยนะครับ
                “เรื่องวันนั้นกับแจน พี่กับเขา...
                “ผมจะไม่บอกใครครับ จริงๆ เราสองคนก็ไม่เคยตกลงกันว่าห้ามคบกับใครก่อนที่เราจะแต่งงานกัน พี่สามารถมีแฟน มีคนคุยหรือแม้กระทั่งคู่นอนก็ได้ ส่วนผมก็คิดว่าตัวเองน่าจะทำได้...
                “ไม่ได้!!!!
                “ทำไมล่ะครับ จินว่าเราควรเท่าเทียมกันนะครับ สิ่งที่พี่ทำ ทำไมจินถึงทำไม่ได้กัน พี่จะเอาเปรียบจินไปตลอดไม่ได้หรอกนะครับ แล้วพี่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องของพี่กับพี่แจนจะถึงหูคุณลุงนะครับ จินจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น จินสัญญา
                “ฟังพี่! เรื่องวันนั้น มันไม่มีอะไร ที่เธอพูดและพี่ไม่ขัดมันเป็นเพราะพี่ไม่อยากให้เธอเสียหน้า...
                “ครับ แล้วยังไงต่อครับ
                “ก็แค่นั้น มันไม่มีอะไร จริงๆ มันไม่ใช่หน้าที่พี่เลยที่ต้องมานั่งอธิบายอะไรให้เราฟัง ถ้าเราเข้าใจในเรื่องของการทำงานมากพอ เราจะรู้ว่าสิ่งที่ทำไป ทำไปเพราะอะไร ไม่ใช่มาพูดจาไม่รู้เรื่อง พูดเรื่องสิทธิ์บ้าบออะไรนั่น” "
                “ตั้งแต่รู้จักกับพี่มา จินไม่เคยมีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น จินไม่เคยทำอะไรถูกใจพี่เลยสักครั้ง จินว่าจินยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจโลกธุรกิจของพี่ จินยังมีความคิดเด็กอยู่มาก จินขอโทษนะครับ
                “อย่าประชดพี่
                “จินไม่ได้ประชดครับ สิ่งที่จินพูด จินก็แค่พูดในสิ่งที่จินคิด จินรู้สึก จินมาคิดดูแล้ว เหลือเวลาอีกตั้งหลายปี ทำไมเราต่างคนต่างไม่ทำในสิ่งที่อยากทำ เพราะหลังแต่งงาน เราก็คงไม่ได้ทำตามใจตัวเอง
                “นี่คือสิ่งที่นายอยากจะพูดมากกว่า นายอยากได้อิสระใช่มั้ย ปาร์ค จินยอง
                “ครับ ผมอยากได้มัน
                “ได้ ต่อจากนี้ พี่จะไม่บังคับอะไรเราอีก อยากจะทำอะไรก็ตามใจเรา แต่อย่าลืมนึกถึงหน้าครอบครัวพี่และครอบครัวเราด้วย ที่สำคัญเวลาพี่นัดให้มากินข้าว ก็ช่วยมาด้วยล่ะ รู้ใช่มั้ยว่าพี่ไปรับเราไปนู่นมานี่มันเพราะอะไร
                “ทราบครับ ทราบมาตลอด จินจะทำตามที่พี่บอก พี่ไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ
                “ดี จะกลับเลยมั้ย หรืออยากจะกินอะไรต่อ พี่จะได้ให้คนไปส่ง
                “เดี๋ยวผมให้คนขับรถที่บ้านมารับก็ได้ครับ ไม่ต้องลำบากพี่ไปส่งหรอกครับ
                “ฌอนจะไปส่ง แล้วพี่จะโทรบอกคุณอาเองว่าทำไมเรากลับก่อนเวลาพี่แจบอมเดินออกไปแล้ว เขาเดินออกไปขึ้นรถและกลับไปแล้ว ทิ้งไว้ให้ผมยังนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวกับอาหารที่สั่งมาทั้งๆ ที่เราไม่ได้แตะต้องมันเลยสักนิด
                “กลับกันเถอะครับคุณจินยอง
                “ช่วยพาผมไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่บ้านได้ไหมครับ...ผมไม่อยากทำให้คุณแม่คิดมาก
                “คุณจินยองอยากไปที่ไหนครับ
                “สวนสาธารณะแถวบ้านผมก็ได้ครับ
BN’s Special Part
                ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจริงๆ นั่นแหละครับ ตั้งแต่วันนั้น ผมก็รู้สึกถึงความห่างเหินที่แท้จริง เราสองคนแทบจะไม่ได้ติดต่อกันอีก เหมือนพี่เขาเองก็ยุ่งๆ กับหลายเรื่องอยู่เหมือนกันนั่นแหละครับ
                แต่ถึงเขามีเวลาเราก็คงไม่ได้ติดต่อกันอยู่ดี
                ทำไมกันนะ ทำไมต้องเป็นผมที่จมอยู่กับความรู้สึกพวกนี้ ทำไมผมถึงเปิดใจให้คนอื่นไม่ได้เหมือนที่พี่เขาทำ ผมจมอยู่กับมันมานานหลายปี อยากจะเป็นคนหนึ่งในสายตาพี่เขาบ้าง แต่เหมือนมันจะไม่มีวันนั้นเลยครับ ยิ่งตอนนี้พี่เขามีตัวจริงของเขา ผมจะไปแทรกอยู่ตรงไหนในความคิด ในหัวใจพี่เขาได้ล่ะครับ หรือผมจะบอกคุณพ่อเรื่องนี้ บางทีพี่เขาอาจจะไม่กล้าที่จะขัดคุณลุงก็ได้ ถ้าผมเป็นฝ่ายขอยกเลิกการแต่งงาน การหมั้นหมายของเรา ผมอาจจะไม่ต้องจมกับความรู้สึกแบบนี้รึเปล่านะ
                “คุณหนูจะให้ผมแวะที่ห้างของคุณแจบอมก่อนใช่ไหมครับ?”
                “ครับ
                ผมไม่ได้มาหาพี่เขาหรอกครับ ไม่ต้องห่วง ผมแค่รู้สึกเบื่อๆ เลยอยากจะมาเดินห้างหลังเลิกเรียนก็เท่านั้น เพราะกลับไปบ้าน ผมก็เอาแค่ฟุ้งซ่านเรื่องพี่เขาอยู่ตลอดเวลา แต่จะให้ไปที่อื่น ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันครับ
                “คุณหนูจะทานร้านนี้เหรอครับ?”
                “ครับ ทำไมเหรอ?”
                “ผมว่าเราเปลี่ยนร้านกันเถอะ
                “ทำไมล่ะ...ครับ...เราเปลี่ยนร้านกัน
                นี่นับเป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกหลังจากวันนั้นและที่สำคัญข้างกายของพี่เขาในตอนนี้ ก็มีใครบางคนที่ควงแขนอยู่
                “อ้าว น้องจินยอง จะมากินข้าวเหมือนกันเหรอคะ พอดีเลย งั้นก็นั่งด้วยกันเลยดีไหม วันนั้นเห็นแจบอมบอกว่าไม่สบาย หายแล้วใช่มั้ยคะ?”
                “ครับ หายแล้ว
                “เข้าไปคุยกันต่อข้างในดีกว่าค่ะ
                “พอดีว่ากำลังจะกลับแล้วน่ะครับ แค่เดินผ่านร้านเฉยๆ ขอตัวก่อนนะครับ
                “น่าเสียดายจังเลยนะคะ พี่อุตส่าห์ได้ข่าวว่าที่คู่หมั้นของแจบอมมา เลยอยากจะรู้ว่าผิดตัวรึเปล่า แต่น้องจินยองคงไม่ว่างแล้ว
                “ขอตัวนะครับ
                ถ้าเขารู้แล้วว่าเป็นใคร แล้วทำไมถึงอยากจะชวนผมกินข้าวอีก
                หมดกัน จากที่จะทานข้าวที่นี่ สงสัยผมคงต้องเปลี่ยนไปกินที่อื่นแล้วแหละมั้
                “หนูจินยองง
                นี่มันเสียงเรียกของคุณลุงใช่รึเปล่า?
                ถ้าใช่...แล้วพี่แจบอมกับคุณแจน…??
                ถ้าคุณลุงรู้เรื่องนี้ มันอาจจะทำให้พี่เขาถูกต่อว่ารึเปล่านะ
                “สวัสดีครับคุณลุง
                “สวัสดี มาเดินเล่นเหรอ เห็นคนของลุงบอกว่าแจบอมมันก็อยู่แถวนี้ เจอกันหรือยัง?”
                “เจอแล้วครับ
                “แล้วแจบอมอยู่ไหนล่ะ กลับขึ้นไปทำงานแล้วเหรอ?”
                “ไม่มั่นใจเหมือนกันครับ คุณลุงครับ คือจินมีเรื่องอยากจะปรึกษา ขออนุญาตขึ้นไปข้างบนห้องทำงานของคุณลุงได้ไหมครับ
                “ได้สิ เรามันคนกันเองอยู่แล้ว ไปกันเถอะหนูจินยอง
                สุดท้าย...เรื่องของเขาก็มีผลต่อใจผมอยู่ดี
                “จะปรึกษาอะไรกับลุงล่ะ?”
                “คือเรื่องของพี่แจบอมน่ะครับ จินคิดว่าไหนๆ จินกับพี่แจบอมก็ไม่ได้เป็นอะไรกันในตอนนี้ เราทั้งคู่ควรจะเป็นอิสระต่อกัน
                “แจบอมให้มาพูดเหรอ?”
                “เปล่าเลยครับ จินคิดว่าอีกตั้งหลายปีกว่าจินจะเรียนจบ จะให้พี่เขามารอจินแค่คนเดียวก็ไม่ถูก
                “จินยองคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ แล้วเคยคุยเรื่องนี้กับแจบอมหรือยังจินยองไม่รู้จะตอบกลับไปยังไงดี ภาพเหตุการณ์ที่ร้านอาหารยังชัดเจนอยู่เลย
                “ลุงเข้าใจมาตลอดว่าจินยองชอบพอกับลูกชายลุง มีเรื่องอะไรทำให้จินยองรู้สึกไม่ดีรึเปล่า? แจบอมทำอะไรให้หลานของลุงโกรธรึเปล่า ลุงจะเรียกมันมาคุย
                “ไม่ครับ พี่แจบอมไม่เคยทำอะไรให้จินโกรธ
                “จินไม่ได้รักแจบอมมันแล้วเหรอ? มีใครอยู่ในใจตอนนี้งั้นเหรอ?”
                “ไม่มีหรอกครับ
                ผมจะไปมีใครได้ ชีวิตผมตั้งแต่เกิดมา คนที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษแบบนั้น ก็มีแต่ลูกของคุณลุงคนเดียว ผมไม่เคยคิดแบบนั้นกับใครได้เลยสักคน
                “ถ้าไม่มี ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ ลุงแน่ใจว่าแจบอมเองมันก็ไม่มีใคร ถึงมี ลุงจะจัดการให้จินยองเอง จินยองไม่ต้องห่วง
                “อย่าเลยครับ อย่าต้องทำถึงขนาดนั้นเลย จินไม่คิดมากเรื่องพวกนี้หรอกครับ
                “ถ้าแจบอมมันคบกับใคร จินยองไม่คิดมากจริงๆ เหรอ?” จินยองนิ่งไปกับคำถามของฮันวอล คิดทบทวนทุกอย่างที่ผ่านมา ว่าถ้าแจบอมมีใครจริงๆ เขาไม่คิดมากจริงๆ น่ะเหรอ
                คำตอบก็คือ ถ้าแจบอมรักใครสักคนขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่มีทางทำให้แจบอมเสียใจแน่ๆ เขาเลือกที่จะถอยออกมาเองดีกว่า
                “ลุงอยากจะรู้แล้วแหละว่า อะไรที่ทำให้จู่ๆ จินยองถึงได้มีความคิดนี้ขึ้นมา สงสัยลุงคงต้องเรียกลูกชายลุงมาคุยเสียหน่อยแล้ว
                “มันไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับพี่เขาหรอกครับคุณลุง จินก็แค่ลองๆ คิดดู ถ้าเกิดจินเองเป็นฝ่ายที่มีใคร มันจะเป็นไปได้ไหมที่จะขอยุติเรื่องการแต่งงานของเรา
                “ลุงคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ลุงไม่คิดว่าแจบอมจะยอมให้หนูมีใครหรอกจินยอง ลุงเองก็มั่นใจว่าหนูคงจะไม่มีใครนอกจากลูกชายของลุง และลุงก็เชื่อว่าแจบอมมันจะไม่มีใครก่อนถึงวันแต่งงานของทั้งคู่นั่นแหละ
                ก๊อกๆ
                “คุณลุงคงมีแขก งั้นจินขอตัวก่อนนะครับ?”
                “มีอะไรจะปรึกษาก็มาคุยกับลุงได้เสมอนะจินยอง
                “ครับ ขอบคุณครับผมก้าวออกมาจากห้องของคุณลุงฮันวอลได้ไม่เท่าไหร่ ทันทีที่เดินออกจากห้องคุณลุง ก็ดันมาเจอกับแจบอมที่ยืนอยู่หน้าห้อง
                “ป๊าเรียกเรามาคุยอะไรงั้นเหรอ?” แววตาทรงอำนาจที่ถอดแบบมาจากคนเป็นพ่อ เพียงแค่นี้ก็เพียงพอจะบีบคั้นให้ผมตอบเขาได้แล้ว
                “ไม่ครับ แค่บังเอิญเจอกัน ก็เลยคุยอะไรกันนิดหน่อย ขอตัวนะครับผมยกมือไหว้และเตรียมจะไป แต่ติดตรงที่พี่แจบอมดูเหมือนจะไม่ให้ผมไปไหนง่ายๆ
                “คืนนี้มีงาน
                “ขอโทษครับ แต่จินคุยกับคุณลุงแล้ว ถ้าจินไม่อยากไป คุณลุงบอกว่าให้จินปฏิเสธได้ และงานคืนนี้ จินขอเสียมารยาทปฏิเสธ
                “ไม่ได้!
                “ทำไมครับ?” ผมรู้ว่าผมกำลังเป็นเด็กไม่ดีในสายตาพี่เขาไปแล้ว แต่ถึงเป็นเด็กดี ระหว่างเราก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งนั้นแหละ
                “จินต้องไปงานคืนนี้กับพี่
                “แต่คุณลุงบอกว่าถ้าจินไม่อยากไป จินปฏิเสธพี่แจบอมได้นี่ครับ
                “ทำไมถึงดื้อ?”
                “แล้วทำไมพี่แจบอมถึงชอบบังคับ โอ๊ยผมถูกพี่เขาจับเขาที่ไหล่และบีบมันอย่างแรง จนผมไม่กล้าที่จะดื้อหรือหนีพี่เขาไปไหน
                “ต่อปากต่อคำเก่งเกินไปแล้วนะปาร์ค จินยอง อะไรที่มันทำให้เราเป็นคนแบบนี้ไปได้
                “จินไม่ได้อยากจะต่อปากต่อคำกับพี่แจบอม จินแค่พูดในสิ่งที่จินสามารถพูดได้ หรือแม้แต่พูด จินก็ไม่สมควรพูดงั้นเหรอครับ อ๋อ หรือที่โกรธ เพราะกลัวว่าจินจะพูดอะไรให้คุณลุงฟังรึเปล่าครับ พี่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เรื่องที่จินเคยบอกว่าจะไม่บอกคุณลุง จินไม่เคยหลุดปากออกไป พี่สบายใจได้
                “หยุดพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องสักทีจินยอง ถึงป๊าจะให้เราปฏิเสธพี่ได้ แต่เย็นนี้ที่พี่ไปรับเราที่บ้าน เราคงปฏิเสธคุณอาไม่ได้ใช่มั้ย?”
                “เผด็จการที่สุด
                “พี่ทำได้มากกว่านี้อีกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขามันทำให้ผมกลัว
                และเขาก็ทำตามที่เขาพูดจริงๆ ผมถูกจับแต่งตัว แม้ว่าจะไม่ได้อยากไปงานคืนนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ขัดคำสั่งคุณพ่อไม่ได้อยู่ ถึงได้มายืนอยู่หน้ากระจกให้คุณแม่ดูความเรียบร้อย
                “เป็นอะไรไปครับ ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะจ๊ะ?”
                “คุณแม่ครับ จินบอกคุณพ่อให้ยกเลิกการแต่งงานของจินกับพี่เขาได้รึเปล่าครับ?”
                “มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าลูก?”
                “จินเหนื่อยแล้วครับคุณแม่ จินรู้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดจากความเต็มใจของพี่เขาเลย บางทีพี่แจบอมอาจจะไม่ได้อยากจะทำมันสักนิด อีกอย่างอายุของเรามันก็ห่างกันเกินไปด้วย จินคิดว่า เราควรเป็นอิสระต่อกัน
                ทั้งๆ ที่พยายามจะเข้มแข็งแล้วแท้ๆ แต่พอคิดว่าจะต้องเลิกข้องเกี่ยวกับพี่เขา ผมก็รู้สึกใจหายทุกครั้ง ชีวิตของผม มีพี่เขาเข้ามามีบทบาทมาตลอด แต่ต่อจากนี้ อาจจะไม่มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นอีก
                “แจบอมมีคนอื่นแล้วเหรอ?”
                “ครับ พี่เขา...มีแฟนแล้ว
                “แล้วคุณลุงฮันวอลรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง?”
                “น่าจะยังครับ แต่คุณแม่ครับ จินพูดจริงๆ นะครับ ยกเลิกเรื่องการแต่งงานไปเถอะครับ จินไม่อยากขึ้นชื่อว่าแย่งคนรักของใครมา ถึงคุณลุงจับให้พี่เขาแต่งกับจิน จินก็คงได้แค่ตัวเขามา
                “โธ่ ลูกคุณแม่ดึงผมเข้าไปกอด ปล่อยให้แสดงความอ่อนแอทั้งหมดที่มีให้มันพังลงเพียงเพราะอ้อมกอดของผู้หญิงที่รักผมและผมรัก
                ผมอยากจะยอมแพ้แล้ว อยากจะปล่อยพี่เขาไปแล้ว ผมรู้แล้วว่าการผูกมัดกันด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่หัวใจ ไม่นานเขาก็ต้องอยากจะไปอยู่ดี จากที่ไม่เคยมีตัวตนในสายตา ตอนนี้คงไร้ตัวตนไปแล้วมั้ง
                “งานวันนี้ ไม่ต้องไปก็ได้ลูก เดี๋ยวแม่จะบอกเขาเองว่าจินไม่สบาย แจบอมน่าจะเกรงใจแม่บ้าง
                “ขอบคุณครับ
                “พักผ่อนนะครับ เดี๋ยวแม่จะลงไปคุยกับคุณพ่อให้เอง
                ผมเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่พร้อมจะนอน แต่พอนั่งลงบนเตียง ผมกลับนอนไม่หลับแบบที่อยากจะให้เป็น ในหัวของผมยังคงมีแต่เรื่องของพี่เขากับผู้หญิงคนนั้นวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา
                คุณแม่คนสวยนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกเพียงคนเดียว เธอได้แต่นั่งรอเวลาให้อิม แจบอมมารับลูกชายเธอ เธอจะได้ปฏิเสธออกไป
                “ขอโทษแทนจินยองด้วยนะ
                “ไม่ครับ ไม่เป็นอะไร คุณอาไม่ต้องขอโทษเลยครับ ผมขอขึ้นไปเยี่ยมน้องได้มั้ยครับอาเธอไม่ได้สะดวกใจเท่าไหร่ที่อยากจะพาคนตรงหน้าขึ้นไป
                เธอไม่ได้รังเกียจอะไรอิม แจบอมนะ ในสายตาเธอ แจบอมเป็นเด็กที่เก่ง มีความรับผิดชอบ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนที่ทำให้ลูกชายของเธอร้องไห้อยู่บ่อยๆ
                “เดี๋ยวอาจะพาขึ้นไปนะ
                ทำไมแจบอมจะไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้จินยองเป็นแบบนี้กัน
                จินยองเป็นคนที่ดูออกง่ายมากในสายตาเขา และทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มันไม่เคยมีมาก่อน จินยองไม่ใช่เด็กดื้อหรือกล้ามีปากมีเสียง แต่พอพาไปเจอกับแจน จินยองก็เหมือนจะเปลี่ยนไป
                “ตามสบายนะแจบอมคนเป็นแม่เคาะประตูเพื่อบอกลูกชายที่อย่ข้างในก่อนจะหลีกทางให้ชาหนุ่มตรงหน้าเข้าไปในห้อง
                “ขอบคุณครับอา
                แจบอมเห็นคนตัวเล็กที่นั่งหน้านิ่งอยู่บนเตียง ในมือยังคงมีโทรศัพท์อยู่ในมือ ไม่ได้นอนพักเหมือนคนป่วยเลยสักนิด
                “เป็นอะไร เห็นคุณอาบอกไม่สบาย
                “ครับ ก็ไม่สบายเด็กดื้อที่ไม่ยอมมองหน้าเขา แถมยังโกหกตาใสอีกต่างหากว่าป่วย แจบอมนึกอยากจะทำโทษคนตรงหน้านี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะสิ
                “แล้วทำไมถึงไม่พัก คงไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ไปกับพี่ในคืนนี้หรอกนะ
                “เกรงว่าจะไม่ใช่
                “ขอจับตัวหน่อยว่าตัวร้อนรึเปล่า?” จินยองเบี่ยงหน้าหลบมือที่กำลังจะแตะลงหน้าผาก ทำให้แจบอมถึงกับชะงัก และวางมือไว้บนตักตัวเองตามเดิม
                “ตัวไม่ร้อนครับ แค่ปวดหัว
                “แล้วกินยารึยัง?”
                “แค่นอนพักก็หายแล้วครับ
                “งั้นก็นอนสิ
                “พี่ก็ออกจากห้องไปสิครับ
                “ไม่ออก จนกว่าพี่จะแน่ใจว่าเราจะนอนพัก ไม่ใช่เล่นโทรศัพท์แบบที่พี่เห็น เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็แต่งตัวไปงานวันนี้ด้วยกันซะ
                “เผด็จการจินยองพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนลิ้นชักข้างเตียง แล้วหันหลังให้กับอีกคน
                “ดื้อขึ้นรึเปล่า?”
                “ออกไปสิครับ มาชวนคุยทำไม จินจะนอน
                “ทำไมถึงอยากจะไล่พี่จัง ไม่อยากเห็นหน้าขนาดนั้นเลยเหรอ?” คำถามของอีกคนทำเอาคนเป็นน้องได้แต่เม้มปากแน่น
                ใครจะกล้ายอมรับออกมาว่าอยากจะเจอ อยากจะอยู่ใกล้ๆ เขาจะได้สิทธิ์ทำอย่างนั้นเหรอ ในเมื่อแจบอมมีเจ้าของหัวใจอยู่แล้ว
                “นอนซะ เดี๋ยวคืนนี้พี่จะอยู่เป็นเพื่อนแจบอมแกะกระดุมสูทออก เขาพาดมันลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงที่เตียงอีกฝั่งของคนที่เคยหันหลังให้
                จินยองได้แต่ลืมตามองการกระทำนั้นอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด
                เขาไม่เข้าใจทุกอย่างที่แจบอมทำ ไม่เคยเข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ ยิ่งโตขึ้น เขายิ่งไม่เข้าใจว่าแจบอมคิดอะไร รู้สึกยังไง
                บางทีก็อ่อนโยนจนเขารู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ มีความหวังว่าเรื่องของเราจะเป็นไปได้ บางครั้งก็ใจร้ายจนทำให้เสียน้ำตา เจ็บช้ำจนอยากจะถอดใจ
                แต่ครั้งนี้ที่ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือ ถ้ามีคนในใจอยู่แล้ว จะมายุ่ง มาทำให้รู้สึกดีๆ แบบนี้ทำไม
                คนใจร้าย
                “เป็นอะไรน่ะ ร้องไห้ทำไม?” แจบอมดูจะตกใจขึ้นมานิดๆ ที่เห็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาของคนที่เอาแต่นอนมองหน้าเขา
                “ไม่มีอะไรครับคนตัวเล็กยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา และหันหลังให้อีกคน ไม่อยากจะแสดงความอ่อนแอที่มันเกิดจากใจให้สาเหตุของคนที่ทำให้เขาเสียน้ำตาได้เห็น
                “ปวดหัวมากๆ เลยเหรอ?” ไม่รู้ว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร แจบอมก็เดาไปเรื่อยว่าอาจจะปวดหัวจนทนไม่ไหวรึเปล่า ถึงได้ทำให้คนๆ นึงร้องไห้ออกมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้พูดอะไร
                “ไปหาหมอกันเถอะแจบอมพยายามจะจับตัวจินยอง แต่ดูเหมือนว่าคนเป็นน้องจะไม่ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่
                “จินไม่ได้เป็นอะไร พี่กลับไปเถอะครับ จินอยากอยู่คนเดียว
                “แล้วที่ร้องไห้ ร้องออกมาทำไม เพราะพี่เหรอ?”
                “ครับ พี่อยากได้คำตอบแบบนี้ใช่ไหม ถ้ารู้แล้ว พี่พอใจแล้ว ก็กลับไปเถอะครับ
                “แล้วร้องไห้เพราะพี่เรื่องอะไรกัน นายไม่อยากเข้าใกล้พี่ ไม่อยากให้พี่เข้าใกล้ มันเป็นเพราะอะไร ปาร์ค จินยอง
                “เพราะพี่มีคนอื่น พี่มีแฟนอยู่แล้ว พี่ก็รู้ว่าจินรู้สึกยังไงกับพี่ พี่ยังมาใจร้ายมายุ่งกับจินอีกเหรอครับ หรือเป็นเพราะคุณลุงสั่งให้ทำใช่ไหม พี่อยากให้จินไปงานกับพี่เพราะคุณลุงสั่งใช่ไหมครับ ต่อให้จินต้องตายต่อหน้าพี่ แต่พี่ก็ขัดคำสั่งคุณพ่อไม่ได้ ยังไงพี่ก็จะลากจินไปให้ได้ใช่ไหมครับ
                “หยุดเดี๋ยวนี้นะปาร์ค จินยอง หยุดคิดเองเออเองได้แล้ว หยุด แล้วฟังพี่บ้างไหล่ของคนเป็นน้องถูกกอบกุมด้วมมือทั้งสองข้างของคนโตกว่า แจบอมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาแบบไม่มีท่าทีจะหยุด
                “พี่กับแจน เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ที่ไม่พูดออกไป เพราะไม่อยากจะหักหน้าเธอ จินจะเอาตัวเองไปเทียบกับเธอทำไม ในเมื่อจุดที่จินอยู่ ไม่มีใครมาแย่งได้ ต่อให้มีใครอยากจะแต่งงานกับพี่ มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้
                “เพราะคุณลุงเหรอครับ เพราะคุณลุงใช่มั้ย เพราะคุณลุงไม่ยอมยกเลิกการแต่งงานของเราใช่ไหม?”
                “ไม่ใช่ กับแจน มันไม่มีอะไร พี่ไม่คิดอะไรกับเธอ พี่ไม่เคยมีแฟน และไม่คิดจะมี เราจะไปคิดทำไมว่าพี่มีใคร คบกับใคร ในเมื่อเราก็รู้อยู่แล้วว่าพี่มีใครได้ที่ไหนกัน
                “ครับ เข้าใจแล้ว
                “เข้าใจว่าอะไร?”
                “เข้าใจว่าพี่แจบอมไม่สามารถมีใครได้ แม้จะอยากมีก็มีไม่ได้
                “แล้วทำไมถึงอยากให้พี่มีใคร หรือตอนนี้จินแอบชอบใครอยู่ พี่มาขัดขวางความรักของเรากับมันรึไงจินยองตวัดตามองคนพูดไม่รู้เรื่อง ก็เคยบอกไปแล้วว่ารู้สึกยังไงกับใคร ยังจะยัดเยียดให้เขาไปชอบคนอื่นอีก
                “แล้วงานคืนนี้ไม่ไปแล้วเหรอครับ?”
                “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง สรุปเรามีใครรึยัง?”
                “ไม่มีครับ ถึงอยากมีก็มีไม่ได้หรอกครับ
                “ดี
                จินยองไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาไม่รู้ว่าหลังจากนี้ต้องทำอะไร
                “ไปพักเถอะ พี่จะกลับแล้ว
                “ครับได้แต่มองแผ่นหลังของคนที่เดินจากไปเงียบๆ ปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไป และกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติแบบที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดขึ้น
                แจบอมมักจะทำแบบนี้เสมอ เราไม่เคยคุยกันตรงๆ ถ้าไม่ทะเลาะ เขาไม่เสียน้ำตา คนๆ นั้นก็ไม่มีวันอธิบายอะไรให้ฟัง
                เขารู้ว่าเขายังเด็ก แต่แจบอมจะมาคาดหวังให้เขาอ่านความคิดของตัวเองออกไปเสียหมด ก็คงไม่ได้หรือเปล่า
                บอกให้เขาอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร บอกตรงๆ เลยก็ได้ว่า เขายังไม่รู้เลยว่าจุดที่เขายืนมันคือตรงไหนในชีวิตของแจบอม ที่ไม่ให้เขาเปรียบเทียบกับใคร ก็เพราะมันไม่มีอะไรให้เอาไปเปรียบเทียบเสียมากกว่า
                จินยองเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านในตอนเช้า เขาลงมาทานอาหารเป็นปกติเหมือนทุกวัน แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าต้องต้อนรับแขกแต่เช้า
                “พี่เขาแวะมากินข้าวด้วย แล้วมาขออนุญาตพาเราออกไปข้างนอก
                “แต่จิน…”
                “นานๆ ทีแจบอมจะว่าง ตามใจพี่เขาหน่อยเถอะจินจินยองมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินตามคุณพ่อไปอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก
                “หวังว่าเราคงจะชอบนะแจบอม จินเคยบอกกับอาว่าเราชอบอาหารเกาหลีฝีมือแม่เรามาก งั้นลองชิมของอาหญิงเขาหน่อยว่าพอจะสู้ได้ไหม จินเองช่วงปิดเทอมก็ไปเรียนทำอาหารมานะ ไม่รู้ว่าเราเคยได้ชิมรึยัง?”
                “ไม่เคยชิมหรอกครับ จินไม่ได้เล่าให้ฟัง
                “งั้นวันนี้ออกไปด้วยกันก็ลองหาโอกาสคุยกันดูสิจะไม่เปิดโอกาสให้เด็กทั้งสองรู้จักกันได้ยังไง ในเมื่อแจบอมเองก็เป็นผู้ชายที่ใช้ได้ เขาจะไม่ห่วงเลย ถ้าลูกชายของเขาฝากชีวิตไว้กับคนๆ นี้
                “อาหารเช้าวันนี้อร่อยมากครับ แล้ววันหลังผมจะแวะมาฝากท้องอีกนะครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ แล้วเย็นๆ ผมจะพาจินมาส่ง
                “ฝากน้องด้วยนะแจบอม
                “ครับ
                ประตูรถถูกเปิดให้ทั้งผู้เป็นนายและว่าที่นายหญิงเข้าไปนั่ง ฌอนดีใจที่อย่างน้อยเมื่อคืนที่แนะนำนายไป เจ้านายยอมทำตามคำแนะนำของเขาบ้าง
                ถ้าเป็นเรื่องงาน คนเป็นลูกน้องแบบฌอนก็คงจะไม่กล้า แต่ว่าเรื่องของหัวใจ ก็ไม่ได้อยากจะว่าเจ้านายเย็นชากับคุณหนูปาร์คเกินไปหรอกนะ
                “จะพาไปไหนเหรอครับ?” จินยองรู้สึกว่าการทนนั่งเงียบๆ ต่อไป เขาคงไม่ได้คำตอบ
                “อยากไปไหนล่ะ?” คำถามที่ย้อนถามทำเอาคนถูกถามขมวดคิ้ว
                “อยากกลับบ้านได้ไหมครับแจบอมเงียบไป ทำให้รถทั้งคันตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
                “ไปบ้านพี่มั้ย?”
                “แบมแบมอยู่ที่บ้านรึเปล่ารับ
                “ไม่ใช่บ้านหลังนั้น เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง
                รถยนต์ติดฟิล์มกันกระสุนเลี้ยวเข้าจอดหน้าบ้านหลังเล็กแถบชานเมือง จินยองมองบ้านหลังเดียวที่เป็นสิ่งก่อสร้างเดียวในนี้ ตั้งแต่นั่งรถผ่านมา ตั้งแต่ประตูทางเข้าจนมาถึงตัวบ้าน มีต้นไม้ใหญ่อยู่เต็มไปหมด แทบจะปิดบังและซ่อนบ้านหลังนี้เอาไว้
                “ถึงแล้วประตูรถเปิดออกให้จินยองได้ลงมามองตัวบ้านแบบถนัดตา สลิปเปอร์สีเทาถูกหยิบออกมาจากตู้รองเท้าให้ที่พื้น จินยองไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้จากแจบอมมาก่อน ถึงได้แปลกใจกับสิ่งที่ทำ
                “เข้ามาข้างในก่อนสิจินยองมองฌอนและคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เดินตามเข้าไป เพียงแค่ส่งยิ้มและพยักหน้าให้เขาเข้าไปด้านในกับแจบอมเพียงแค่สองคน
                “อยากดื่มอะไรหน่อยมั้ย?” เพราะไม่รู้จะพาตัวเองไปอยู่ตรงไหน จินยองเลยเลือกที่จะเดินตามแจบอมไป
                “น้ำเปล่าก็พอครับ
                “บ้านหลังนี้เป็นบ้านพี่เอง ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่าอยู่ที่นี่ เพราะพี่ไม่ค่อยมาเท่าไหร่
                “แล้วทำไมถึงพาจินมาล่ะครับ
                “ก็ไม่รู้จะพาไปไหนดี ไหนๆ วันนี้ก็ได้วันหยุดจากป๊ามา พี่ก็เลยอยากมาอยู่ในที่ๆ ไม่ต้องสนใจอะไร
                “ถ้าพี่แจบอมอยากพักผ่อน ทำไมไปรับจินมาล่ะครับ
                “ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกันแจบอมพูดไว้แค่นั้นก็เดินออกจากห้องครัวไปเลย ทิ้งไว้ให้จินยองได้แต่ไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
                ห้องนั่งเล่นของบ้านแจบอมรายล้อมไปด้วยกระจก ทันทีที่เปิดม่านออก ก็ทำให้เห็นถึงต้นไม้สีเขียวชอุ่มรายล้อมไปหมด มันสบายตาขึ้นจริงๆ เมื่อตัดกับเฟอร์นิเจอร์ด้านในที่เป็นสีขาว
                จินยองมองคนที่รื้อแผ่นหนังอยู่ที่พื้น ภาพที่เขาไม่เคยได้เห็นเลยสักครั้ง แจบอมในตอนนี้ ไม่ได้เหมือนกับคนที่เขารู้จักมาตลอด
                “อยากดูหนังเรื่องอะไรรึเปล่า มานั่งนี่สิแจบอมตบพื้นข้างตัวให้จินยองเดินไปหา คนตัวเล็กมองแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ใช่หนังแนวที่ตัวเองชอบสักเท่าไหร่
                “พี่แจบอมเลือกเถอะครับ จินดูเรื่องไหนก็ได้
                “ถ้าไม่ชอบสักเรื่องที่วางอยู่ เดี๋ยวให้คนไปซื้อเพิ่มให้ก็ได้นะ
                “ไม่ครับ จินดูเรื่องไหนก็ได้จริงๆแจบอมพยักหน้าให้แล้วหยิบออกมาหนึ่งเรื่อง ก่อนจะย้ายตัวเองมานั่งบนโซฟา
                หนังดำเนินไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจสำหรับแจบอม แต่กับจินยองที่ไม่ได้ชินกับเสียงเอะอะโวยวาย เสียงดังอะไรแบบนี้ อยากจะยกมือขึ้นปิดหูตัวเองชะมัด แต่ถ้าทำแบบนั้น อาจจะดูเสียมารยาท หรือถ้าบอกให้แจบอมลดเสียงลง คงทำให้อีกคนดูไม่มีความสุขเท่าไหร่
                จินยองเลิกมองจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่มาสักพัก เขาไม่รู้ตัวเองเลยว่าหันมามองแจบอมแบบเต็มๆ ตาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
                แจบอมในวันนี้ ดูไม่เหมือนกับคนที่เขาเคยเห็นมาตลอด คนๆ นี้ดูสบายใจและผ่อนคลายกว่าเยอะ ดูเหมือนคนๆ นั้น เด็กผู้ชายที่มาช่วยเขาตอนจักรยานล้ม
                ไม่รู้ว่าตัวเองระบายยิ้มออกมาตอนไหน แต่มารู้ตัวก็ตอนที่แจบอมหันมาสบตาและชะงักไปเล็กน้อย
                “มีอะไรรึเปล่า?”
                “ไม่มีอะไรครับจินยองรีบเบนสายตากลับมามองจออีกครั้ง ถึงได้รู้ว่าหนังที่เปิดมานานมันจบลงแล้ว
                “หิวมั้ย?”
                “ไม่หิวครับ
                “แต่พี่หิว ไปทำอะไรให้กินหน่อยได้ไหม?”
                “อะไรนะครับ?”
                “ก็คุณอาบอกว่าเราไปเรียนทำอาหารมา อุตส่าห์ไปเรียนมา จะไม่โชว์ฝีมือหน่อยเหรอ?”
                “มันไม่ได้อร่อยอะไรขนาดนั้นนี่ครับ
                “ใครบอก เคยให้ใครชิมด้วยเหรอ?” น้ำเสียงที่ฟังดูไม่พอใจ นี่มันอะไรกัน
                “ไม่มีหรอกครับก็จะมีได้ยังไง ในเมื่อที่ตั้งใจเรียนไป ก็เพื่อทำให้คนตรงหน้าชิม
                “งั้นก็ลองทำให้พี่ชิมหน่อยเป็นไง ไปดูของที่ตู้เย็นสิ ขาดอะไรจะให้คนไปซื้อให้
                ไม่เคยรู้สึกว่าการทำอาหารจะทำให้รู้สึกเกร็งได้ขนาดนี้มาก่อน จินยองเหลือบตามองคนที่นั่งเล่นไอแพดอยู่หลังโต๊ะหินอ่อนตัวยาวที่กั้นกลางระหว่างเราทั้งคู่
                ไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดพอต้องเอามาเสิร์ฟ เคยทำกินเองก็รู้สึกว่ารสชาติใช้ได้ แต่ไม่รู้ว่าถ้าแจบอมได้ชิมจะรู้สึกแบบนั้นรึเปล่านะ
                “อยากได้อะไรเพิ่มรึเปล่า?” เพราะรู้สึกถึงการจับจ้องตลอด แต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมา แจบอมเลยเงยหน้ามาถามพ่อครัวจำเป็นที่นั่งอยู่ตรงข้าม
                “เปล่าครับ
                “มีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ พี่ไม่ว่าอะไรเราหรอก เพราะการที่เราไม่พูด พี่ก็ไม่รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่
                พ่อของเขาบอกแล้วว่าจินยองมาปรึกษาเรื่องการถอนหมั้น เขาโดนจี้ถามอย่างหนักว่าทำอะไรให้น้องโกรธ แต่เขาก็ตอบไม่ได้ จนเมื่อวานถึงได้รู้ว่าที่จินยองถึงขั้นเอ่ยปากจะถอนหมั้นและดูไม่อยากจะเจอหน้าเขา มันเป็นเพราะเรื่องเข้าใจผิด
                “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่กังวลเท่านั้นว่าจะออกมาไม่ดี
                “ทำไปเถอะ อย่าคิดมาก พี่จะรอกินพูดเพียงเท่านั้นก็หยิบเอาไอแพดติดมือเดินออกไป ปล่อยให้จินยองได้ใช้เวลาในครัวเต็มที่
                “เสร็จแล้วครับ ไม่รู้ว่าจะถูกปากมั้ย แต่ลองชิมดูนะครับจินยองวางพิซซ่าเกาหลีและไก่ทอดที่ตัวเองตั้งใจทำลงบนโต๊ะ
                แจบอมไม่พูดอะไร เพียงแค่หยิบเอาพิซซ่าออกมาหนึ่งชิ้นแล้วกัดเข้าไปในปาก
                “เป็นยังไงบ้างเหรอครับจินยองลุ้นกับรสชาติจนไม่กล้ากิน เพราะแจบอมไม่ยอมพูดอะไรเลย กลัวเหลือเกินว่ารสชาติมันจะไม่ดี มีข้อผิดพลาดตรงไหนรึเปล่า
                “พี่ว่าจินยองลองชิมดูเองเถอะ
                “มันไม่อร่อยเหรอครับ?” จินยองหยิบพิซซ่าเข้าปากด้วยความรู้สึกหม่นๆ แต่กินเข้าไปคำแรกเขาก็รู้สึกว่ามันโอเคนะ แต่สำหรับอีกคน มันก็คงไม่โอเคมั้ง
                “สั่งอาหารข้างนอกมากินกันมั้ยครับจินยองกลืนคำสุดท้ายลงคอแล้วเสนอความคิดที่ควรจะทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมันดีขึ้น
                “ทำไมต้องสั่งเพิ่ม เราไม่อิ่มเหรอ?”
                “ก็มันไม่อร่อยนี่ครับ กินอย่างอื่นน่าจะอิ่มท้องกว่า
                “ลิ้นเราพังรึเปล่าจินยอง พี่ว่าก็อร่อยดี แต่เหมือนจะขาดบางอย่างไป เดี๋ยวพี่มา
                อร่อยดีอย่างงั้นเหรอ?
                “นี่ไง พี่ว่ามันควรมีโคล่า คิดเหมือนกันมั้ย?”
                “เมื่อกี้พี่แจบอมบอกว่าพิซซ่านี่อร่อยดีเหรอครับ
                “อืม อร่อย คล้ายๆ ที่แม่พี่เคยทำเลย ไว้ว่างๆ ทำให้พี่กินอีกได้ไหม?”
                “พี่แจบอมพูดจริงเหรอครับ?”
                “แล้วทำไมพี่ต้องโกหกกันล่ะ กินสิ ไม่งั้นพี่จะกินคนเดียวให้หมดเลยนะ
                นี่ก็นานแล้วมั้งที่เขาไม่ได้ยิ้มกว้างๆ เพราะผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ทำให้เขาเคยร้องไห้ เคยรู้สึกเศร้า มากกว่าที่จะมีความสุข แต่เขาเองก็ไม่เคยตัดใจจากคนนี้ได้เลยสักครั้งเดียว แล้ววันนี้ที่โต๊ะอาหาร คนๆ นี้จะรู้มั้ยนะว่าได้เติมความชุ่มชื้นให้หัวใจที่มันเหือดแห้งไปนาน กลับมารู้สึกดีอีกครั้ง
                “ขอบคุณที่มาส่งนะครับ
                “อืม ฝากสวัสดีคุณอาทั้งสองด้วยนะ ขอโทษที่ไม่ได้เข้าไปสวัสดีท่านด้วยตัวเอง
                “ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณพ่อกับคุณแม่คงเข้าใจ งั้นจินเข้าบ้านก่อนนะครับ
                “เดี๋ยวก่อนจิน
                “ครับ?”
                “ที่บอกเมื่อตอนกลางวัน อย่าลืมที่สัญญานะ
                “ครับ จินไม่ลืม ถ้าวันไหนจินว่าง จินจะทำแล้วเอาเข้าไปให้กินอีกนะครับ
                “งั้นพี่กลับก่อนนะ
                “ครับจินเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยรอยยิ้มจนคนเป็นแม่อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามลูกชายที่เดินเข้ามากอด
                ภายในรถยนต์ส่วนตัวของคุณชายใหญ่ ฌอนมองเจ้านายผ่านกระจก ก่อนจะยิ้มให้คนเป็นนายที่วันนี้ดูจะมีความสุขมากกว่าทุกๆ วันที่ผ่าน
                “ปกตินายไม่เคยพาใครไปบ้านหลังนั้น แม้แต่นายท่าน คุณชายรอง หรือแม่แต่คุณแบมแบม แต่ที่พาคุณจินยองไป เพราะยอมให้คุณหนูจินยองเข้าไปในโลกของนายใช่มั้ยครับ
                “คิดแบบนั้นเหรอฌอน
                “ครับ ผมทำงานกับนายมานาน รู้ว่านายเป็นยังไง แต่รู้สึกดีจริงๆ นะครับที่วันนี้นายยอมพาคุณหนูจินยองไปที่นั่น และดูคุณจินยองเองก็มีความสุขกับวันนี้
                “นายเห็นว่าเป็นแบบนั้นเหรอ?”
                “ครับ คุณหนูจินยองยิ้มตลอดเลยตั้งแต่กลับออกมา ดูก็รู้ว่าคุณหนูมีความสุขจริงๆ
                “ฉันทำถูกแล้วใช่ไหมฌอน
                “ถ้าไม่อยากเสียคุณจินยองไป นายทำถูกแล้วแหละครับ
BN’s Special Part

                “เอกสารที่ให้กลับไปเอาได้แล้วครับนาย
                “ขอบใจ
                “ครับนาย
                “มีอะไรจะพูดก็พูดมา
                “เมื่อตะกี้ก่อนจะขึ้นมา ผมเจอคุณหนูจินยองครับนาย มาเดินเลือกซื้อของ แต่ว่าไม่รู้ว่ามากับใคร
                “ใคร?”
                “ไม่ทราบเหมือนกันครับ ผมไม่กล้าเข้าไปทัก แต่ดูเหมือนจะสนิทกันพอสมควรเลยนะครับ คุณหนูถึงได้กล้าจับมือถือ…”
                “เจอที่ไหน?”
                “ครับ? อ๋อ ชั้นล่าง ตรงซูเปอร์มาร์เก็ตครับนาย นายจะลงไปดูให้เห็นเองกับตามั้ยครับ
                “ฉันอยากได้ของ
                “งั้นผมจะไปหามาให้ครับ นายอยากได้อะไร?”
                “ฉันจะไปเลือกเอง
                “นายอยากได้อะไรครับ เดี๋ยวผมไปจัดการ…”
                “หุบปาก ถ้าไม่อยากไปทำงานป๊า ก็เงียบ
                “ครับๆฌอนรีบวิ่งไปเปิดประตู ผายมือเชิญนายออกจากห้อง กดลิฟต์ให้เสร็จสรรพ แล้วรอจนประตูลิฟต์ปิดสนิท
                แจบอมมองดูตัวเลขที่ลดลงเรื่อยๆ จนถึงชั้นที่คนสนิทของตัวเองกด ดวงตาเรียวกวาดตามองหาไปทั่วตรงจุดชำระสินค้า แต่เมื่อไม่พบ ถึงเดินเข้าไปข้างใน ขายาวก้าวไปตามล็อกต่างๆ ของชั้นที่จัดวาง เหล่าพนักงานที่ไม่ทันตั้งตัวว่ารองประธานหนุ่มของตนจะมาต่างยืนตัวเกร็งไปตามๆ กัน ยามที่สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่ว ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรที่คุณอิมลงมาตรวจงานกะทันหันแบบนี้
                ตาเรียวมองแผ่นหลังของใครบางคนในชุดนักเรียน กางเกงน้ำเงิน เด็กคนนั้นเสียบหูฟังสีขาวเอาไว้เลยไม่รับรู้ถึงการมาของเขา เดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ถึงได้รู้ว่าจินยองกำลังฮัมเพลงที่เขาไม่น่าจะรู้จัก แต่คงจะถูกจริตคนฟังน่าดู และดูเหมือนว่าจินยองจะอารมณ์ดีกว่าทุกวัน
                สอดส่ายสายตาหาใครอีกคนตามที่บอดี้การ์ดคนสนิทบอกแต่กลับไม่พบ แจบอมยังไม่วางใจ เพราะใครคนนั้นอาจจะเดินไปล็อกอื่นและค่อยเดินมาเจอจินยองก็ได้ รองประธานหนุ่มถึงได้เดินเอามือล้วงกระเป๋าเดินตามเด็กมัธยมที่ยังคงเลือกของแบบไม่สนใจอะไร
                “ฮึบ!เพราะสิ่งที่ต้องการอยู่สูงเกินกว่ามือจะหยิบถึง จินยองพยายามเขย่งตัวแล้วแต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี หากไม่มีใครบางคนมายืนซ้อนหลังแล้วหยิบให้ ก็คงต้องเรียกพนักงานให้ช่วย
                “ขอบคุณครับเพียงแค่หันหลังไปขอบคุณอีกฝ่ายเพื่อหยิบเอาของ ไม่ได้คิดว่าจะเจอกับใครที่งบระยะห่างระหว่างเรามันจะน้อยขนาดนี้
                “พี่แจบอม
                “ก็พี่น่ะสิ คิดว่าเป็นใครกัน?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างจับผิด อยากรู้เหลือเกินว่าใครกันที่จินยองถึงได้ดูสนิทชิดเชื้อมากมายขนาดนั้น
                “คิดว่าเป็นคนอื่นครับ ไม่คิดว่าจะเป็นพี่แจบอม เพราะเวลานี้พี่แจบอมน่าจะทำงานอยู่ข้างบน
                “มาเดินห้างกับใคร?” แจบอมโพล่งถามออกไปในสิ่งที่อยากรู้ ไม่อยากอ้อมค้อมแล้วเอาแต่เดินตามคนตรงหน้าไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย
                “มาคนเดียวครับ แต่เมื่อกี้เจอแบมแบม เพิ่งแยกกันได้ไม่นาน
                “แน่ใจนะ?”
                “แน่ใจสิครับ ไม่เชื่อถามพี่ยิมก็ได้ครับ พี่ยิมเป็นคนพาแบมมาแจบอมพยักหน้าอยู่สองสามที ก่อนจะพึมพำอะไรบางอย่างที่จินยองได้ยินไม่ถนัด
                “แล้วมาซื้ออะไร?”
                “ของจะทำขนมน่ะครับ จินอยากลองทำขนม
                “งั้นเหรอ? แล้วรีบกลับรึเปล่า?”
                “พี่แจบอมมีอะไรรึเปล่าครับ?”
                “ไม่มีอะไร งั้นก็ตามสบายนะ พี่ขึ้นไปทำงานก่อน
                “ครับจินยองไม่เข้าใจเท่าไหร่ที่แจบอมเข้ามาทักแค่นี้แล้วก็ไป คุณหนูปาร์คเลยเอาถุงแป้งใส่ลงในรถเข็นแล้วเตรียมจะเดินไปซื้ออย่างอื่นต่อ ถ้าไม่ติดที่ใครอีกคนยังยืนอยู่
                “มีอะไรรึเปล่าครับพี่แจบอม?”
                “ไม่มีนี่
                “งั้นช่วยหลบหน่อยได้ไหมครับ จินเข็นรถไม่ได้แจบอมขยับออกห่าง หลีกทางให้จินยองเข็นรถเข็นผ่านหน้าไป
                จินยองมองของในรถที่ได้จนครบตามที่จดมา เขาเข็นรถเข็นไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานรออยู่ ตัวเลขดิจิตอลที่ขึ้นให้เห็นราคา ทำให้คุณหนูปาร์คต้องหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเพิ่มเงิน แต่แล้วก็โดนตัดหน้า เมื่อบัตรเครดิตหนึ่งใบยื่นให้กับพนักงานที่จำต้องรับเมื่อเห็นว่าคนที่จะจ่ายเป็นใคร
                “สรุปว่ามาคนเดียวสินะ
                “ครับ มาคนเดียวจินยองไม่เข้าใจในสิ่งที่แจบอมพูดเท่าไหร่ แต่ก็ยืนยันให้อีกคนฟังให้แน่ใจอีกครั้งว่าเขามาห้างนี้คนเดียวจริงๆ
                “แล้วใครจะช่วยขน
                “จินให้คนขับรถรออยู่ที่รถครับ ก็แค่เข็นรถออกไป ก็คงลงมาช่วยแล้ว
                “หิวรึเปล่า?”
                “ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เดี๋ยวกลับไปบ้าน คุณแม่คงเตรียมมื้อค่ำไว้ให้ครับ
                “แต่พี่หิว ไปกินข้าวกันเถอะจินยองกำลังไม่เข้าใจในรอยยิ้มกว้างๆ ของอีกคน และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมจู่ๆ แจบอมก็ใจดีมาชวนกินข้าว ไม่สิ บังคับให้ไปด้วยกันเสียมากกว่ามั้งแบบนี้
                “แล้วของๆ จินล่ะครับจินยองมองมือที่กอบกุมมือของตัวเองไว้หลวม ก่อนจะตกใจที่ถูกพาออกไปจากตรงนี้
                “เดี๋ยวพี่ให้คนจัดการ
                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกันที่ทำให้เราสองคนได้เข้ามานั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวภายในห้าง ที่ปกติแจบอมไม่เคยจะพาเข้ามา แต่วันนี้มื้อค่ำของจินยองกลับเป็นอาหารง่ายๆ กับคนตรงหน้าที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะเห็นภาพแบบนี้
                “จิน อยากกินอะไร?” แจบอมปิดเมนูที่ไม่ได้มีให้เลือกอะไรมากมายเมื่อเขาได้สิ่งที่อยากจะกิน คิดเอาไว้ในหัว
                เพราะมัวแต่มองหน้าอีกคนอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ถึงได้ลืมเลือกของตัวเอง
                “เอาเส้นหมี่เย็นตาโฟก็ได้ครับแจบอมจัดการสั่งให้คนน้องเสร็จสรรพ พร้อมกับสั่งของตัวเองเรียบร้อย
                “เสาร์ อาทิตย์นี้ว่างรึเปล่า?”
                “ก็ว่างนะครับ
                “พี่ได้วันหยุดมา เราอยากไปไหนรึเปล่า?”
                “จินน่ะเหรอครับ? จริงๆ ก็อยากไปที่หนึ่งอยู่ครับ แต่ไม่รู้พี่แจบอมอยากจะไปรึเปล่า
                “ที่ไหนล่ะ?”
                “เป็นคาเฟ่น่ะครับ แต่ก็มีหนังสือขายด้วย จินอยากไปซื้อหนังสือกับอยากจะไปดูกล้องฟิล์มน่ะครับ เห็นเพื่อนเขามีกัน จินก็อยากจะมีบ้าง?”
                “อืม ร้านมันเปิดกี่โมง?”
                “สิบโมงก็เปิดแล้วครับ
                “งั้นเก้าโมงพี่ไปรับที่บ้านนะ
                “ครับ
                จะบอกตั้งตารอให้ถึงวันเสาร์ไวๆ ก็ได้ เรียกได้ว่าทุกเช้าที่ตื่นมามองปฏิทิน ไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่อมยิ้มกับปฏิทิน
                “วันนี้คุณจินยองแต่งตัวน่ารักนะครับฌอนที่นั่งอยู่ด้านหน้าหันมาคุยกับคุณหนูปาร์คที่นั่งเงียบๆ อยู่ด้านหลังเพื่อไม้ให้บรรยากาศในรถมันเงียบจนเกินไป
                “ขอบคุณครับคนถูกชมก็ได้แต่ยิ้มเขินๆ หลบสายตาของคนสนิทแจบอมโดยที่ไม่รู้เลยว่าคุณบอดี้การ์ดรูปหล่อถูกสายตามองแรงจากผู้เป็นนายให้อยู่เงียบๆ
                “แล้ววันนี้นอกจากไปคาเฟ่แล้ว พี่แจบอมจะไปไหนต่อมั้ยครับ?”
                “ก็คงกลับบ้าน
                “บ้านหลังไหนเหรอครับ จินถามได้ไหม?”
                “บ้านที่พี่เคยพาเราไปนั่นแหละ
                “อ๋อครับ
                “อยากไปรึเปล่า?”
                “ถ้าพี่แจบอมอนุญาต จินก็อยากไปครับ
                “แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
                “อะไรหรอครับ?”
                “ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ถึงบ้านก่อนแล้วจะบอก
                จินยองมองคาเฟ่ที่เห็นตรงหน้าเหมือนกับในรูปที่มีคนรีวิวเอาไว้เลย คาเฟ่สีขาวที่ตัดกับสีฟ้า ดูสวยและสบายตาสำหรับจินยองมากๆ ที่สำคัญไปกว่านั้น ในเวลาที่พึ่งเปิดร้านดูเหมือนยังไม่มีใครเลยนอกจากพนักงานของร้าน จินยองชอบเวลาแบบนี้ที่สุดเลย
                คนอยากมาอย่างจินยองรีบเดินเข้าไปแบบที่เหมือนจะลืมคนที่มาด้วยเลย แจบอมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรหรือเรียกให้จินยองหยุดรอ เพียงแค่เดินล้วงกระเป๋าตามไปเงียบๆ สั่งให้คนของตัวเองรอแถวนี้ ไม่ต้องตามเข้าไปด้านใน
                ดวงตาของเด็กอายุสิบห้าดูเปร่งประกายยามที่ได้เห็นสิ่งที่ตนสนใจอยู่ตรงหน้า ทำเอาคนที่คอยมองแอบยิ้มตามแบบไม่รู้ตัว
                จะบอกว่าชอบก็ได้ ชอบในความสดใสของคนตรงหน้ามากกว่าที่เคยได้เห็นในทุกๆ วัน ชอบมากกว่าที่จินยองเอาแต่ดื้อและพยายามจะเถียง
                ชอบที่จินยองอยู่กับเขาในเวลานี้
                ชอบที่จะได้อยู่กันอย่างเป็นส่วนตัว ถึงได้ให้คนสั่งปิดร้านในวันนี้จนกว่าคนตรงหน้าจะได้ใช้เวลาในนี้กับเขาจนพอใจ
                “มีหลายเล่มมากเลยนะครับที่ในเว็บออนไลน์หมดแล้ว แต่ที่นี่มี ดีจัง วันหลังจินจะแวะมาที่นี่บ่อยๆ ดีกว่าหนังสือสองสามเล่มในมือที่จินยองตามหาถูกหยิบเอามาไว้ในอ้อมกอด
                “ที่นี่มีขนมที่แบมชอบทั้งนั้นเลย ครั้งหน้าจินจะชวนแบมมาด้วยดีกว่า
                “แล้วเพื่อนที่โรงเรียน ไม่ชวนมาเหรอ?”
                “จินไม่ได้มีเพื่อนที่สนิทเท่าไหร่หรอกครับ ตั้งแต่แบมแบมย้ายไปก็ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษแจบอมสัมผัสถึงน้ำเสียงเศร้าๆ ของจินยองได้ ถึงแม้จะพยายามยิ้ม พูดเหมือนไม่มีอะไร แต่เขารู้ว่าจินยองคงจะเหงาอยู่ไม่น้อย
                “ถ้าอยากมาอีก...จะพามาก็ได้
                “พูดจริงๆ เหรอครับ?”
                “ก็ถ้าว่าง จะพามาแล้วกัน
                “ขอบคุณนะครับรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ที่ไม่เคยจะได้เห็นเท่าไหร่นัก มันทำให้คนที่แสนจะเย็นชามาตลอดได้แต่มองเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่
                “จินไปจ่ายเงินก่อนดีกว่า
                “ไม่ดูกล้องก่อนเหรอ?”
                “เกือบลืมเลยครับ ขอบคุณนะครับที่เตือน
                “ส่งมาสิ เดี๋ยวถือให้ตะกร้าที่ใส่หนังสือเอาไว้ถูกยื่นให้กับลูกชายคนโตของคุณอิม ก่อนที่เจ้าของหนังสือจะเดินไปยังอีกโซนหนึ่ง
                “...ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่หรอกครับ ช่วยแนะนำให้หน่อยได้ไหมครับแจบอมจัดการค่าหนังสือเรียบร้อยถึงได้เดินตามอีกคนหนึ่งไป
                “เล็งตัวไหนไว้เป็นพิเศษรึเปล่าครับ?” จินยองหยิบเอามือถือที่เคยเปิดอ่านรีวิวยื่นให้กับพนักงาน แจบอมที่เดินมาเงียบๆ หยุดมองกล้องที่พนักงานหยิบมาให้จินยองดู
                “รุ่นนี้กำลังเป็นที่นิยมเลยนะครับพนักงานพยายามแนะนำตัวกล้องให้จินยองฟังคร่าวๆ ก่อนจะหยิบยกอีกรุ่นที่ไม่มีในร้านขึ้นมาเปรียบเทียบ
                “ผมขอดูตัวนี้หน่อยเสียงของแจบอมที่ดังขึ้นมา ทำให้คนทั้งคู่ต้องหยุดคุยและหันไปมอง
                “ได้ครับคุณลูกค้า
                “พี่แจบอมก็จะซื้อเหรอครับ?”
                “เราน่าจะเหมาะกับตัวนี้มากกว่า อีกอย่างราคาก็ไม่ได้สูงมากแบบตัวนั้น
                “งั้นจินเอาตัวนี้ก็ได้ครับ ช่วยจัดการให้หน่อยนะครับจินยองหยิบเอากระเป๋าตังค์ของตัวเองออกมา แต่ไม่ทันที่จะเอาเงินออกมานับ แจบอมก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
                “ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่จ่ายเอง
                “แต่ว่ามันแพงอยู่นะครับ แล้วงจินก็อุตส่าห์เก็บเงินมาซื้อตั้งนาน
                “เอาไว้ซื้ออย่างอื่นเถอะ ของแค่นี้พี่จ่ายให้เราได้
                “ขอบคุณนะครับ
                ไม่รู้ทำไมที่รู้สึกว่าวันนี้เหมือนเป็นความฝันสำหรับจินยองเลย เป็นฝันดีที่ไม่อยากตื่นเลย ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเขา ไม่ว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้คนตรงหน้าใจดีกับเขาแบบนี้ เขาก็อยากจะขอบคุณทั้งหมด
                แอบอยากจะคิดว่านี่คือเดทแรกของเราจะได้ไหม เป็นการมาเดทที่เหมือนกับวัยรุ่นปกติเลย
                “พี่แจบอมกินด้วยกันสิครับเครื่องดื่มและของหวานถูกนำมาเสิร์ฟให้กับทั้งคู่ แจบอมสั่งเพียงแค่กาแฟร้อนหนึ่งแก้ว ต่างจากจินยองที่สั่งพวกน้ำหวานและบิงซู รวมถึงฮันนี่โทสต์ขนาดเล็กมาอีก
                “กินเถอะ พี่ไม่ชอบเท่าไหร่
                “แต่จินสั่งมาเยอะเลยนะครับเนี่ย นึกว่าพี่แจบอมจะกินด้วยกันสีหน้าจินยองดูหม่นลงที่ถูกปฏิเสธ แต่จะบังคับในสิ่งที่แจบอมไม่ชอบให้ลองกินก็ดูจะเอาแต่ใจเกินไปหน่อย
                “ไม่ถ่ายรูปก่อนเหรอ?”
                “จริงด้วยกล้องถูกหยิบยกออกมาถ่ายทั้งมือถือและกล้องตัวใหม่ที่พนักงานสอนใช้ตั้งแต่จ่ายตังค์เรียบร้อย
                จินยองถ่ายไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่คนที่นั่งตรงข้าม แจบอมที่นั่งอ่านหนังสือที่เพิ่งซื้อมาคงไม่รู้ว่ามีใครบางคนมองตัวเองผ่านเลนส์กล้องตัวใหม่ที่ตัวเองเป็นคนจ่าย
                ไม่รู้หรอกว่ารูปจะออกมาสวยหรือไม่สวย แต่มันจะเป็นรูปถ่ายใบแรกที่ล้างออกมา จินยองจะไม่มีวันทำมันหายเลย
                เพราะนอกจากจะเป็นรูปใบแรกที่เขาถ่ายแจบอมแล้ว ยังเป็นรูปที่เขาอยากจะเก็บไว้เพื่อคิดถึงวันดีๆ ในวันนี้
BN’s Special Part
                จินยองรู้สึกมีความสุขและยินดีกับเพื่อนสนิทอย่างแบมแบมมากจริงๆ ที่ได้มีโอกาสอยู่กับมาร์คมากขึ้นและได้เจอมาร์คสักที เพราะเขาร้ดีว่าแบมแบมสนิทสนมและเฝ้ารอมาร์คมานานมากขนาดไหน แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะเกิดเรื่องกับมาร์คในตอนที่แบมแบม มาร์คและแจ็คสันไปที่บ้านไร่หลังนั้น และพอมาร์ครักษา จินยองก็อยากจะอาสาไปเยี่ยมมาร์คและติดต่อกับมาหาเพื่อน ให้พี่น้องได้คุยกัน ถ้าไม่ถูกแจบอมสั่งห้ามเยี่ยมมาร์คซะก่อน แผนนี้ก็คงสำเร็จไปแล้ว
                แล้วจะไม่ให้เขารู้สึกโกรธคนที่ทำลายแผนการนี้ได้ยังไง แจบอมน่ะใจร้ายกับมาร์คและแบมแบมมากเกินไป
                “นั่งก่อนสิ ใกล้ได้เวลากินข้าวแล้ว อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะ
                “ได้สิ จริงๆ วันนี้เรากะจะมานอนเป็นเพื่อนแบมด้วยแหละ เห็นว่าวันนี้เป็นการทดสอบวันแรกใช่รึเปล่า?” เพราะเป็นห่วงเพื่อนและแม่บ้านของเพื่อนสนิทก็โทรไปเล่าถึงอาการของแบมแบม จินยองเลยอยู่เฉยไม่ได้ เขาเลยคิดว่าเขาน่าจะมาค้างกับแบมแบมจนกว่ามาร์คจะทดสอบเสร็จ แบมแบมจะได้ไม่คิดมากและเครียดจนเกินไป
                “อืม นี่ก็ไม่รู้ว่าพี่เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง
                “อย่าเพิ่งกังวลเลย เราว่าไม่รุนแรงหรอกจินยองลูบหลังเพื่อนเบาๆ ให้คลายกังวล
                “คุณท่านกับคุณชายใหญ่ลงมาแล้วค่ะคุณหนูสองเพื่อนซี้นั่งลงบนเก้าอี้ในตำแหน่งของตัวเอง จินยองไม่ลืมที่จะทักทายเจ้าของบ้านและว่าที่คู่หมั้นของตัวเอง
                แจบอมมองไปที่จินยองที่วันนี้ดูไม่สนใจเขาเหมือนทุกครั้งที่เจอ อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเป็นอะไรรึเปล่า
                “ก็คงงอนตามประสานั่นแหละแจ็คสันเหมือนรู้ว่าพี่ชายตัวเองคิดอะไรอยู่ถึงได้เอี้ยวตัวมากระซิบพี่ชายคนโตที่มองไปยังคู่หมั้นแทบไม่กะพริบตา
                “แกหมายถึงใคร?” แจบอมเบนสายตาจากใบหน้าของจินยองมามองแจ็คสันด้วยใบหน้าไร้อารมณ์แทน
                “ที่จินยองวันนี้ไม่สนใจพี่เหมือนทุกๆ ครั้งก็เพราะพี่ไม่ให้เขาเข้าไปเยี่ยมมาร์คไง แค่นี้ก็คิดไม่ได้เนอะคนเรา
                “ฉันไม่ได้สนใจเด็กนั่นซะหน่อย อยากจะงอน อยากจะเป็นไรก็เป็นไปสิ
                “ปากแข็งเข้าไปเถอะ ถึงพี่จะปฏิเสธแต่สายตาของพี่มันโกหกไม่ได้นะรู้ตัวไหม? แล้วอีกอย่างนะพี่ใหญ่ ผมอยากจะบอกอะไรให้พี่ฟังนะ ถ้าพี่ยังเป็นอยู่แบบนี้ระวังเถอะ จินยองถอนหมั้นขึ้นมาแล้วจะหนาว
                “พูดมากเหลือเกินนะ อยู่โรงพยาบาลไม่มีใครพูดด้วยหรือไงไอ้กลาง
                “ก็มี แต่นานๆ ทีจะมีโอกาสได้คุยกับพี่ใหญ่ไง
                “ไร้สาระ
                “จ้าๆ แต่ถ้าน้องจินยองโกรธขึ้นมาไม่รู้จะเป็นเรื่องไร้สาระรึเปล่านะ ง้อใครไม่เป็นด้วยไม่ใช่เหรอพี่ใหญ่น่ะ
                “หุบปากแกไปเลยไอ้กลาง รีบๆ กินข้าวซะ ป๊ามีเรื่องจะคุยกับแก
                “เรื่องอะไรอ่ะ?”
                “เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ แล้วนี่เขาจะค้างที่นี่หรือไง ถึงได้มาบ้านเราซะดึก
                “น้องจินยองน่ะเหรอ? อยากรู้พี่ก็ถามเองสิ ไม่ใช่เรื่องของผมนี่
                “คุณลุงครับ อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์จินยองมานอนที่นี่กับแบมแบมได้ไหมครับเสียงของจินยองเรียกสายตาของแจบอมได้เป็นอย่างดี
                “ได้สิหนูจินยอง ทำไมจะไม่ได้ล่ะ จะให้คนจัดห้องให้มั้ยหรือจะนอนกับแบมแบม
                “จินนอนกับแบมแบมดีกว่าครับ
                “ตามใจเรานะ ลุงขอตัวก่อน แจ็คสันตามป๊ามาที่ห้องทำงาน ป๊ามีเรื่องจะคุยกับแกพอแจ็คสันกับฮันวอลออกไป ที่โต๊ะอาหารเลยเหลือเพลงแค่สามคนที่ยังคงนั่งทานของหวานกันอยู่
                แจบอมไม่ได้ตั้งใจจะแอบมองเพื่อนน้องชาย แต่มันก็อดไม่ได้ทุกทีที่เงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยขนม
                มันเหมือนว่าสิ่งที่จินยองทำมันแปลกจากปกติมั้ง เขาถึงได้รู้สึกแปลกๆ แบบนี้
                “เดี๋ยวเราไปเอาอันนี้มาให้จินยองชิมดีกว่า คุณป้าเพิ่งส่งมาจากเกาหลีเลย นั่งรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะแบมแบมลุกออกไปจากห้องอาหาร ทิ้งไว้ให้สองคนที่นั่งเยื้องกันอยู่ในห้อง
                จินยองไม่ได้ถามไถ่หรือชวนคุยแบบที่ควรจะเป็น ปล่อยให้ในห้องอาหารมันตกอยู่ในความเงียบ จนแจบอมทนไม่ไหว
                เสียงช้อนที่ตกลงกระทบบนถ้วยทำได้แค่ให้จินยองปรายตามองแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา คนตัวเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดและหัวเราะคิกคักเหมือนกับเพิ่มความหงุดหงิดให้คุณชายใหญ่ของบ้านเขาไปอีก
                “พี่แจบอมเป็นอะไรรึเปล่าครับ?” จินยองถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนเท่าไหร่ ออกแนวกวนอารมณ์อีกคนเสียด้วยซ้ำ
                “เราน่ะเป็นอะไร?”
                “เป็นอะไรครับ? จินก็ปกติ พี่แจบอมนั่นแหละครับเป็นอะไร หรือหงุดหงิดเป็นปกติแบบนี้อยู่แล้ว
                “พี่…”
                “ขอตัวก่อนดีกว่าครับจินยองลุกขึ้นจากเก้าอี้และเลือกที่จะไม่สนใจอีกคนที่ทำหน้าแปลกๆ ไม่เหมือนเดิม
                “เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป
                “ครับ?”
                “โกรธอะไรพี่?”
                “สนใจด้วยเหรอครับ?”
                “ปาร์ค จินยอง อย่าให้พี่ต้องโมโหไปมากกว่านี้นะ
                “แล้วพี่ทำอะไรไว้ล่ะครับ
                “พี่ทำอะไร?”
                “ถ้าไม่รู้ตัวก็ไม่ต้องรู้ตัวต่อไปนั่นแหละครับ พี่ไม่เคยคิดว่าพี่ทำอะไรผิดอยู่แล้วนี่ครับ
                “ติดนิสัยแบมแบมมาหรือไงกัน?”
                “นิสัยแบมแบมเป็นยังไงครับ?”
                “ช่างต่อล้อต่อเถียงนี่ไง ปกติเราเป็นแบบนี้ที่ไหน อ้อ ไม่ใช่สิ เดี๋ยวนี้เห็นว่าชอบไปคุยไปสุงสิงกับไอ้มาร์คมันนี่ ชอบมันหรือไง?”
                “ชอบ? ชอบพี่มาร์คงั้นเหรอครับ เฮอะ! ถ้าถามว่าชอบมั้ยก็คงชอบมากกว่าที่รู้สึกดีกับพี่แจบอมมั้งครับ
                “จินยอง!
                “เรียกทำไมครับ?”
                “นายจะชอบคนอื่นได้ยังไง ในเมื่ออีกไม่นานนายจะต้องแต่งงานกับพี่!
                “รู้ด้วยเหรอครับว่าต้องแต่งงานกับผม?”
                “พูดแบบนี้นายต้องการจะสื่ออะไร
                “ก็แค่ถามดูว่าพี่รู้ด้วยครับว่าจินเป็นอะไรกับพี่ ปกติพี่ไม่เห็นจะสนใจเลยว่าจินจะรู้สึกยังไง
                “พี่…”
                “ถ้าพี่จะมาทวงสิทธิ์คู่หมั้นอะไรนั่น ขอให้พี่รู้ด้วยว่า ตราบใดที่เรายังไม่หมั้นกัน จินจะทำอะไร จะชอบใครมันก็เรื่องของจิน คนนิสัยไม่ดีแบบพี่ จินขอยุ่งเกี่ยวให้น้อยที่สุดจะดีกว่า
                “ปาร์ค จินยอง มันจะมากไปแล้วนะแจบอมคว้าแขนของคนอายุน้อยกว่าให้ตามไปข้างบน สั่งห้ามให้ใครไปรบกวนแม้แต่น้องชายตัวเองที่วิ่งออกจากครัวมาด้วยหน้าตาตื่นๆ
                ปัง!
                “ปล่อยจินนะพี่แจบอม จินเจ็บนะ พี่เป็นบ้าไปแล้วหรือไงถ้าเป็นเวลาปกติแจบอมคงจะยอมปล่อยจินยองแล้ว แต่เพราะคำพูดของจินยองเมื่อกี้ มันเหมือนจุดไฟในใจแจบอมขึ้นมา
                ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของเขากับจินยองดีมากขึ้นแล้วแท้ๆ แต่พอเขาถูกยิงในครั้งนั้น พอกลับมาทำงานได้ เขาก็ยุ่งจนหัวหมุน จะหาเวลาไปอยู่กับจินยองก็แทบจะไม่มี แถมช่วงที่เขาไม่ว่าง จินยองมักจะไปคลินิกของน้องชายของเขาบ่อยๆ ยังไงก็ได้เจอกับมาร์คอยู่แล้ว แล้วมาเจอประโยคที่จินยองพูดออกมาเองว่าชอบไอ้กาฝากนั้นมากกว่าเขาอีก จะไม่ให้เขาโกรธได้ไง เฮอะ ชอบใครไม่ชอบ ดันไปชอบไอ้คนที่เขาเกลียดขี้หน้านี้ได้
                “พี่ก็เป็นของพี่มาตั้งนานแล้ว และเราก็ชอบพี่ไม่ใช่หรือไง แต่ตอนนี้ไอ้มาร์คมันกลับเข้ามาในชีวิตก็ใจง่าย เปลี่ยนใจไปชอบมันแล้วงั้นเหรอ
                “พี่แจบอม!!
                “พี่พูดแทงใจเราหรือไง ถึงได้โกรธมากขนาดนี้ ไอ้เด็กกำพร้านั่นมันมีดีที่ตรงไหนกัน
                “อยากรู้เหรอครับว่าพี่มาร์คมีดีที่ตรงไหน ก็ตรงที่เขามีในสิ่งที่พี่ไม่มีไงพี่แจบอม เขาให้เกียรติจิน เขาไม่เคยทำให้จินต้องเจ็บตัวหรือเสียใจแบบพี่ เขาฟังทุกอย่างที่จินพูด ไม่เหมือนพี่!!
                “ในสายตาเรา พี่มันไม่ดีมากเลยใช่ไหม เมื่อเทียบกับคนอย่างมัน
                “ใช่ พี่น่ะใจร้ายและนิสัยไม่ดีที่สุด พี่มาร์คน่ะดีกว่าพี่ตั้งหลายเท่า อือออจินยองไม่คิดว่าตัวเองต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ไม่คิดว่าเขาจะมาเสียจูบแรกที่ป่าเถื่อนแบบนี้ให้กับคนใจร้ายตรงหน้า ถึงแม้จะรัก จะชอบแจบอมมาก่อน แต่การกระทำแบบนี้ของแจบอมมันแย่ที่สุด!!
                มือเล็กทั้งทุบ ทั้งผลักให้แจบอมถอยห่าง แต่ยิ่งทำแบบนี้ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โกรธของแจบอมมากขึ้นไปอีก
                จินยองใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักแจบอมออกสุดแรงและรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปโดยไม่คิดจะหันไปมองแจบอมเลยสักนิด ไม่สนใจเสียงข้าวของที่แตกกระจายอยู่ในห้องด้านหลังที่วิ่งจากมา
                การทดสอบของมาร์คยังดำเนินต่อไป และเขาก็ยังอยู่กับแบมแบม แม้จะมีเรื่องของแจบอมกับเหตุการณ์ในห้องนั้นจะคอยกวนใจ แต่จินยองก็ยังคงรักษาสัญญาที่ให้กับแบมแบมว่าจะมาค้างเป็นเพื่อน เพราะกลัวว่าแบมแบมจะกังวลเรื่องมาร์ค แต่ใครจะคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้น กลางดึกคืนนั้น บ้านของแบมแบมจะวุ่นวายและเขาถูกส่งตัวกลับบ้านในทันที
                ตั้งแต่กลับมาจากบ้านแบมแบม จินยองก็ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับทางนู้นบ้าง จินยองขาดการติดต่อกับแบมแบมอยู่หลายวัน เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องอะไรของทางนู่นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพื่อนสนิท รวมไปถึงว่าที่คู่หมั้นของตัวเอง
                “เก็บของเสร็จหรือยังลูก?” คนเป็นแม่เปิดประตูเข้ามาในห้องนอนลูกชายในคืนก่อนที่จินยองจะต้องเดินทาง
                “เรียบร้อยแล้วครับ
                “งั้นก็รีบนอนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จินต้องเดินทางแต่เช้า
                “คุณแม่...
                “มีอะไรรึเปล่าลูก?” คนเป็นแม่ยกมือลูบผมลูกชายของตัวเองเบาๆ
                “เรื่องที่บ้านของแบมแบม มันมีอะไรเกิดขึ้นเหรอครับ ทำไมมันดูเป็นเรื่องใหญ่และดูคนของตระกูลอิมจะวุ่นวายใจกับเรื่องนี้เอามากๆ และที่สำคัญแบมแบมจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ
                “เรื่องทางนั้นลูกไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ ยังไงคนของเขาก็จัดการได้แล้ว ส่วนเรื่องของหนูแบม แม่ว่ายังไงก็ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นหรอกลูก ยังไงแบมแบมก็เป็นหลานของคุณฮันวอล แบมแบมจะต้องไม่เป็นอะไร ลูกไม่ต้องห่วงหรอกนะจ๊ะ
                “แล้ว...เอ่อ…”
                “พี่แจบอมของลูกน่ะเหรอ?”
                “พี่เขาไม่ใช่ของจินซะหน่อยครับ
                “ไม่ใช่ก็ไม่ใช่จ้ะ แต่ก็อยากรู้ใช่ไหมว่าพี่เขาเป็นยังไงบ้างจินยองพยักหน้าในอ้อมกอดของคนเป็นแม่ที่เหมือนจะมองเขาออกไปเสียทุกอย่าง
                “ครั้งนี้พี่เขาไม่ได้บาดเจ็บอะไรหรอกลูก ตอนนี้แจบอมคงจะยุ่งวุ่นวายกับหลายเรื่องในมือ แต่เขาไม่เป็นอะไรแน่นอน ลูกอยากจะไปหาพี่เขามั้ย?”
                มันเป็นคำถามที่ทำให้จินยองคิดหนัก ก็ในเมื่อวันที่เราเจอกันครั้งสุดท้าย มันมีแต่อะไรแย่ๆ เกิดขึ้นกับเราทั้งคู่ ก็ยอมรับว่าวันนั้นเขาก็พูดจาประชดประชันใส่อีกฝ่ายแบบไม่น่ารักเอาเสียเลย แล้วจะให้เขาไปขอโทษแจบอมเหรอที่พูดไปแบบนั้น แต่วันนั้นแจบอมเองก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดีเหมือนกันนะ แล้วอีกอย่างจะให้จินยองโผล่หน้าไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปคุยอะไร ไหนคนเป็นแม่ยังบอกว่าอีกฝ่ายยุ่งวุ่นวายกับการจัดการอะไรมากมายอีก
                แต่...พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่เขาจะได้อยู่ไทย และไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเราจะได้เจอหน้ากันอีก
                หรือจินยองควรจะไปขอโทษเรื่องวันนั้นดี เอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อจะไปหาอีกฝ่าย
                แต่มันจะดีเหรอ ถึงเราเป็นว่าที่คู่หมั้นกัน ถ้าโผล่หน้าไปตอนนี้แจบอมอาจจะกำลังหงุดหงิด ไม่อยากรับแขกก็ได้
                หลากหลายความคิดตีกันในหัว ยิ่งมองเวลาตอนนี้แล้ว มันคงเลยเวลาอาหารค่ำไปสักพักแล้ว ถ้าเขาไปตอนนี้จะดีรึป่าว? มันจะดึกไปไหม?
                “แม่ให้คนเอารถออกน่าจะดีกว่า แค่มองตาแม่ก็รู้แล้วว่าลูกชายแม่คงอยากจะไปหาพี่เขา
                “แต่มันสามทุ่มแล้วนะครับ
                “ปกติพี่เขาก็กลับบ้านดึกดื่นอยู่แล้ว แล้วยิ่งมีงานต้องจัดการอีก ลูกคิดว่าพี่เขาจะนอนแล้วเหรอ ไปเถอะครับ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พี่แจบอมของลูกจะได้บินไปหาที่นู่น
                “ถึงเขาบินไป เขาคงไม่ได้ไปหาจินหรอกครับ คงไปหาแบมแบมมากกว่าคนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าให้กับประโยคที่ฟังดูก็รู้ว่าแอบน้อยใจแจบอมอยู่
                “คุณชายเชิญคุณหนูไปพบด้านในได้เลยค่ะจินยองเดินออกจากห้องนั้นและขึ้นไปยังชั้นบน ห้องที่เขาเข้าออกเมื่อไม่นานมานี้ ห้องที่มีคำพูดไม่ดีของตัวเองที่พูดใส่อีกฝ่าย
                กลับมาคิดๆ ดูแล้ว พอนึกแล้วจินยองก็อยากจะตบปากตัวเองเหมือนกันที่พูดจาไม่น่ารักแบบนั้น ถึงจะโกรธอีกคนอยู่ แต่เขาก็ไม่น่าทำแบบนั้นเลย
                ก๊อกๆ
                “เข้าไปนะครับจินยองเปิดเข้าไปในห้องได้เลยมันทีเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ล็อก พอหันไปปิดประตูให้สนิท แจบอมก็บอกให้ล็อกห้องทันที
                คำสั่งจากอีกคนทำให้คุณหนูปาร์คไม่กล้าขยับห่างจากประตูแม้แต่ก้าวเดียว ภาพวันนั้นมันย้อนกลับมาในหัวจนจินยองไม่กล้าเข้าใกล้อีกคนที่นั่งก้มหน้าอ่านเอกสารในแฟ้มหนาเลยสักนิด
                “จะยืนตรงนั้นอีกนานมั้ย?” ดวงตาเรียวมองไปยังคนที่ยืนเรียบร้อยอยู่หน้าประตู แอบสำรวจสีหน้าจินยองไปด้วยว่าเรื่องวันนั้น จินยองยังโกรธเขาอยู่หรือเปล่า เพราะพอแจบอมมีสติ ได้ทบทวนถึงเหตุการณ์นั้น เขาก็ขาดสติจนทำสิ่งแย่ๆ กับจินยองลงไปตั้งหลายอย่าง
                “เแล้วจะให้จินนั่งตรงไหนล่ะครับ
                “บนเตียงนั่นไงคำพูดของเจ้าของห้องยิ่งทำให้ปาร์ค จินยองตัวแข็งทื่อ
                “ไม่ดีกว่าครับ จินขอยืนตรงนี้น่าจะดีกว่า
                “อย่าดื้อได้ไหมปาร์ค จินยอง พี่ไม่ได้ว่างมากพอที่จะมาลงโทษเด็กดื้ออย่างเราในตอนนี้นะจินยองไม่ได้ชอบนักหรอกที่อีกฝ่ายพูดกับตัวเองเยอะกว่าทุกวัน เพราะตั้งแต่ฟังมายังไม่มีประโยคไหนเลยที่ไม่ใช้น้ำเสียงดุๆ แบบนั้น
                นี่เขาออกจากบ้านมากลางค่ำกลางคืน ไม่ได้อยากมาฟังเสียงดุๆ ของอีกคนซะหน่อย
                อยากกลับบ้านชะมัด
                “พรุ่งนี้เดินทางแล้วไม่ใช่หรือไง? แล้วมาที่นี่ทำไม?” คำถามจากร่างหนาที่นั่งบนเก้าอี้ทำเอาคนที่เด็กกว่าไปต่อไม่ถูก ไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะยกเอาเหตุผลอะไรมาอ้างดี
                “ง่วงก็นอนไปก่อน พี่ไม่มีเวลาคุยกับเราทั้งคืนหรอกนะ แล้วพรุ่งนี้ต้องไปสนามบินกี่โมง?”
                “งั้นจินกลับก่อนก็ได้ครับ
                “มีอะไรจะพูดกับพี่กันแน่แจบอมวางปากกาในมือลง เงยหน้าสบตาคนที่ลุกจากเตียงที่เพิ่งนั่งลงไม่นาน
                “ไม่มีครับ
                “แล้วมาทำไม?”
                “ก็แค่อยากมาครับ แต่จะกลับแล้วมันเป็นอารมณ์ที่ทั้งน้อยใจและหงุดหงิดในคราวเดียวที่แจบอมเอาแต่ว่าเขามาที่นี่ทำไม ถามเหมือนอยากจะไล่ให้เขากลับอยู่กลายๆ
                แล้วคนเราจะทนอยู่ฟังเจ้าของบ้านเขาไล่บ่อยๆ ไปทำไม ในเมื่อรู้ตัวก็ควรจะพาตัวเองกลับไม่ใช่เหรอ
                “พรุ่งนี้พี่ไม่ได้ไปส่งเรานะคำพูดของแจบอมทำเอาคนที่จะเดินไปที่ประตูชะงัก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ พยายามเก็บความเสียใจลงไปให้ลึก กดมันเอาไว้ และหันไปหาอีกฝ่าย
                “ครับ ก็ไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว
                จินยอง...เด็กดื้อคนนั้นกลับเข้าร่างอีกแล้วสินะ
                “งั้นที่มาคือจะมาลาพี่?” แจบอมไม่ได้เก่งพอที่จะอ่านใจจินยองออกหรอก แต่จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันก็เดาได้ไม่ยากไม่ใช่เหรอว่าจินยองจะมาเขาทำไม ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้
                “ก็คงงั้นมั้งครับ ไปก่อนนะครับ
                “เดี๋ยวสิ...มานี่ก่อน...พี่มีของจะให้
                จินยองรู้ตัวเองดี บอกกับตัวเองว่าไม่ควรคาดหวังกับอะไรทั้งนั้น แต่ตอนนี้มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะหวังและใจเต้นแรงกับของที่อีกฝ่ายจะให้
                “นั่งรอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวพี่มาจินยองจำต้องกลับไปนั่งลงบนเตียงที่เดิม ปล่อยให้แจบอมเดินหายออกจากห้องไป
                “ใครเคาะก็ไม่ต้องไปเปิดล่ะ พี่มีกุญแจเดี๋ยวไขเข้ามาเองเจ้าของห้องออกไป ทิ้งไว้แต่จินยองที่นั่งสำรวจห้องทำงานอีกฝ่ายด้วยสายตา
                แต่รออยู่สักพักเจ้าของห้องก็ยังกลับมาสักที จากที่นั่งอยู่กลางเตียงก็เริ่มขยับไปพิงหัวเตียงอีกฝ่าย
                แจบอมเปิดประตูห้องเข้ามาก็เห็นอีกคนนั่งหลับคอพับอยู่บนเตียงตัวเอง ของในมือที่หยิบออกมาเลยต้องวางไว้บนโต๊ะทำงานเสียก่อน ก่อนจะเข้าไปขยับจับท่านอนให้อีกคนนอนดีๆ
                ไม่มีใครรู้หรอกว่าสายตาที่ทอดมองอีกคนเป็นแบบไหนนอกจากเจ้าตัว ไม่มีใครรู่ว่าแจบอมรู้สึกยังไงกับเด็กตรงหน้า ไม่มีเลย...และคงจะไม่มีเลยสักคน
                การที่เขาอยู่ตรงนี้ เขาไม่ควรจะมีจุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่คนตรงหน้าจะต้องตกไปเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นของใคร เขาไม่อยากให้จินยองเป็นแบบนั้น
                สร้อยสีเงินในมือถูกหยิบออกมาจากกล่องช้าๆ มือหนาเอามันออกมาสวมลงบนข้อเท้าของคนที่หลับใหลอยู่บนเตียง เขาใส่มันเบาๆ ล็อกให้เรียบร้อย ก่อนจะมองที่ข้อเท้าที่เคยว่างเปล่าไร้เครื่องประดับ แต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว
                “ห้ามไปรักใครรู้มั้ยปาร์ค จินยอง...รักพี่แค่คนเดียวเถอะนะ...เพราะถ้าเรารักมัน...เราคงหนีไม่พ้นจะตกเป็นเครื่องมือของพวกมัน...พี่ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น...ไม่อยากเลยสักนิด
                แจบอมเป็นคนพูดจริงทำจริง จินยองรู้ดี แต่เขาก็ไม่คิดว่าเขาจะต้องตื่นมาบนเตียงของอีกฝ่ายภายในห้องทำงานแต่ไร้เงาเจ้าของห้อง
                แม่บ้านมาปลุกให้จินยองไปอาบน้ำแต่งตัวและให้คนของตระกูลอิมมาส่งเขาที่สนามบิน รอจนพ่อแม่ของเขามา ถึงได้กลับไป
                ตั้งแต่ตื่นจวบจนกระทั่งมาถึง เขาไม่เจอแจบอมเลย ไม่รู้ว่าอีกคนอยู่ไหน แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้อยู่ที่บ้านอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเช้าเขาเจอเพียงแค่อิมฮันวอลกับแจ็คสันเท่านั้นที่ร่วมโต๊ะอาหารเช้าด้วยกัน
                “มองอะไรอยู่เหรอลูก?”
                “ไม่มีอะไรครับ ก็แค่ใจหายนิดหน่อยที่ต้องเดินทางไกลๆ คนเดียวจินยองพูดเรื่องจริง
                แต่ก็เพียงแค่ส่วนเดียว เพราะอีกส่วน..ในใจของเขายังหวังลึกๆ ว่าใครคนนั้นจะมาส่งเขาขึ้นเครื่องบิน
                ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าของสร้อยข้อเท้าใส่ให้เขาตอนไหน แต่เขาก็อยากเห็นหน้าอีกฝ่ายและอยากจะถามอีกหลายคำถามก่อนที่เราต้องห่างกันไกล
                จินยองไม่อยากจะคาดหวังกับการที่อีกฝ่ายไปเยี่ยมเขาเลย เพราะรู้ดีว่ามาเฟียในคราบนักธุรกิจแบบอิม แจบอม จะไปไหนมาไหน ไม่ใช่เรื่องง่าย และถ้าไม่มีงานจริงๆ แจบอมคงไม่ได้มีอารมณ์ไปเกาหลีนักเท่าไหร่
                เพราะเอาจริงๆ แจบอมเองก็ไม่ได้สนิทกับญาติฝ่ายแม่มากมายนัก ทุกอย่างเอื้อกันด้วยเรื่องของผลประโยชน์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการที่อีกฝ่ายจะไปหาแบมแบมหรือเขาคงจะน้อยมาก
                แต่ก็แค่อยากจะเจอก่อนจะต้องจากกันเองเขาว่าเขาไม่ได้ขอมากไปเลยนะ
                “ดูแลจินยองให้ดีและรายงานฉันทุกชั่วโมง
                “ครับคุณชายใหญ่
                “ไปได้แล้วลูกน้องคนสนิทโค้งให้ผู้เป็นนายก่อนจะเดินตามจินยองเข้าไปแบบทิ้งระยะห่าง
                ดวงตาที่เคยมองอีกคนด้วยความห่วงใยแบบที่น้อยคนจะได้เห็นแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาที่แสนเย็นชาและอ่านไม่ออกเหมือนปกติ
                แจบอมหันหลังเดินออกจากสนามบินก่อนจะให้คนขับรถพาไปยังโกดังที่ 9 ที่เขาต้องเข้าไปดูความเรียบร้อย หลังจากที่โดนต้วน อี้หมิงถล่มยับ
                “เรื่องของไอ้กาฝากนั่นไปถึงไหนแล้วถึงแม้ดวงตาจะจ้องมองความเสียหายตรงหน้า แต่น้ำเสียงของคนเป็นนายที่คนข้างกายได้ยิน เขารับรู้ได้เลยว่าอิม แจบอมกำลังคาดหวังว่าจะได้ยินอะไรจากปากเขา
                “ยังหาตัวไม่พบครับคุณชาย แต่คาดว่าอี้หมิง ต้วนจะพาตัวไปได้
                “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้อยากได้ยินข่าวที่ไม่แน่นอน คำว่าอาจจะ มันไม่ควรเข้ามาในหูฉันแล้ว นี่ก็ผ่านมาก็ตั้งหลายวัน ทำไมไม่มีใครเจอร่างมันหรือข่าวของมันเลยสักคนไม่ต้องมีอาวุธอยู่ในมือ เพียงแค่มือของแจบอมข้างเดียวก็ขยำคอคนข้างกายจนเกือบจะขาดอากาศ
                “อ่อก...อะ…”
                “กูไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมพ่อกูถึงเลี้ยงคนไม่มีประโยชน์ไว้มากมาย ถ้าภายในสามวัน มึงยังหาข่าวมันมาไม่ได้ มึงเตรียมตัวไปตายได้เลย
                “คะ..ครับคุณชาย
                แจบอมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งกับการที่ลูกน้องเขาทำพลาดและยังสืบข่าวจากอีกฝ่ายไม่ได้ มันทำให้เขารู้สึกว่าเขากำลังก้าวไปได้ช้ากว่าอี้หมิง ต้วน ศัตรูคู่อาฆาตหมายเลขหนึ่งที่เขาอยากจะกำจัดมันให้สิ้นซาก รองลงมาคงหนีไม่พ้นน้องชายของมัน
                เขายังจำภาพไอ้มาร์คที่ดูเจียมเนื้อเจียมตัวจนน่าหมั่นไส้ได้อยู่เลย เขาเคยคิดอยู่ในใจว่าคนที่ดูด้อยค่าในสายตาเขาแบบมัน จะกลายมาเป็นทายาทคนถัดไปจาดอี้หมิง ต้วนที่ดูนิสัยต่างกันราวกับฟ้ากับเหวได้ยังไง
                อี้หมิง ต้วนดูหยิ่งพยองจนน่าหมั่นไส้และน่าฆ่าทิ้งไปพร้อมๆ กัน แต่กับมาร์ค ต้วน มันดูรกหูรกตาน่ารำคาญจนอยากจะกำจัดให้พ้นๆ ทาง
                แจบอมเกลียดคนอ่อนแอ ไม่เอาถ่าน แต่สามปีที่มาร์คอยู่ภายใต้การดูแลของโรงฝึกในตระกูล มันก็ทำให้เขาเห็นว่า ไอ้คนที่ดูอ่อนแอ ไร้ค่าคนนั้น มันกำลังจะกลายเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรทั้งนั้น แถมฝีมือของมันยังดีจนน่าตกใจ
                ทั้งๆ ที่เขาเคยบอกกับผู้เป็นพ่อแล้วว่าให้กำจัดมันทิ้งไปตั้งแต่มันยังเด็ก แต่ผู้เป็นพ่อยังจะคิดเก็บมันไว้ใช้ประโยชน์ เอามันไว้เพื่อจะเป็นเครื่องมือต่อรองกับอี้หมิง
                แล้วดูตอนนี้สิ...มันอยู่ให้ใช้ต่อรองรึเปล่า?
                การหายตัวไปของมัน 90% ในใจของเขาคิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องถูกคนของอี้หมิง ต้วนนั่นแหละเอาไป และที่ตามตัวมันกลับมาไม่ทัน ก็เพราะความวิน่าทที่อี้หมิงมันฝากไว้ให้เขาต้องแก้นี่ไง ทุกคนหัวหมุนไปกับสิ่งที่มันทำจนตามตัวมันไม่ทัน
                ในเมื่อหมากตัวหนึ่งในกระดานหายไป แจบอมคิดว่าอีกไม่นานหมากตัวใหม่ในกระดานจะถูกเอาเข้ามาแทน
                เขาไม่รู้เลยว่าหมากตัวนั้นจะเป็นใคร แต่ขอแค่อย่าเป็นคนใกล้ตัวของเขาก็พอ ไม่ว่าจะเป็นแจ็คสัน แบมแบม หรือแม้แต่ปาร์ค จินยองก็ตาม
BN’s Special Part